Ptc หารายได้ออนไลน์ อาชีพเสริม จ่ายเงิน ซื้อสินค้า Paypal AlertPay LR เว็บที่ลงโมษณา
ธันวาคม 21, 2014, 04:28:07 AM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น

ความรู้ + บทความ

กรุณา สมัครสมาชิก เพื่อปิดการแสดงโฆษณา สมัครสมาชิก


ข่าว: บอร์ดแชร์ดาวน์ไลน์ ตั้งได้เพียง 1 กระทู้ และห้ามโพสต์สิ่งใดๆ ในกระทู้ของเพื่อนสมาชิกท่านอื่น + ห้ามดันกระทู้โดยใช้เพียงแค่ emocon, ข้อความ (สัญลักษณ์, ตัวเลข ฯลฯ) ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการหาดาวน์ไลน์อ่านเพิ่มเติม



อยากให้กระทู้ของท่านถูกปักหมุดในแต่ละบอร์ด | เครือข่ายคนรักสุขภาพ | ทดสอบความเร็วอินเตอร์เน็ต | จองโรงแรมที่พักในกรุงเทพฯ และทั่วไทย | คู่แข่ง Adsense สมัครง่ายใช้แค่เมลCloud Server ถูกที่สุด
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1] 2
 
ผู้เขียน หัวข้อ: ความรู้ + บทความ  (อ่าน 19466 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
dejung
Super Member
**

จิตพิสัย 17
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1976



« เมื่อ: สิงหาคม 29, 2009, 11:57:12 PM »

 Cheesy
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 10, 2010, 12:57:51 AM โดย dejung » บันทึกการเข้า
dejung
Super Member
**

จิตพิสัย 17
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1976



« ตอบ #1 เมื่อ: มกราคม 10, 2010, 12:57:32 AM »

ความรู้รอบตัว

1.เงินตอบแทนความชอบให้แก่ทหารออกประจำการคืออะไร
>>>> เบี้ยหวัด

2.หน่วยนับกระดาษเรียกว่าอะไร
>>>> รีม

3.กระดาษ 1 รีมมีทั้งหมดกี่แผ่น
>>>> 480แผ่น

4.คำสอนของพระพุทธเจ้า 84,000 พระธรรมขันธ์สิ่งที่เป็นแก่นพระพุทธธรรมคืออะไร
>>>> อริยสัจ 4

5. "ฐานันดรที่ 4" เรียกคนในอาชีพใด
>>>> นักหนังสือพิมพ์

6.ดอกกระถินเทศ มีชื่อเรียกอีกอย่างว่าอะไร
>>>> ดอกคำใต้

7.อาวุธพกประจำตัวของชาวใต้ในอดีตคืออะไร
>>>> กริช

8.ไวรัส บี. เป็นต้นเหตุให้เกิดโรคอะไร
>>>>ตับอักเสบ

9.ภาคใต้ของไทยใช้สัตว์ใดลากเกวียน
>>>> ควาย

10.ม้าลายมีลายสีอะไร
>>>>ลายสีขาว

11.ม้าเมื่อมันโกรธ จะแสดงอาการอย่างไร
>>>> หูจะลู่ไปข้างหลัง

12.พ่อไก่อูกับแม่ไก่แจ้ผสมกันออกลูกเป็นไก่อะไร
>>>> ไก่พันทาง

13.คนโบราณเรียกพี่สาวคนโตว่าอะไร
>>>> เอื้อย พี่สาวคนรองว่าอี่

14.เลือกควายดีดูอย่างไร
>>>> มีกีบเอียงจมูกบาน หลังตรง โครงใหญ่

15.. "โพคาฮอนตัส" คือใคร
>>>> เจ้าหญิงอินเดียนแดงซึ่งพบรักกับกัปตันจอห์นสมิธ จนเป็นตำนาน

16.ดินแดนแห่งใดได้ชื่อเป็นดินแดนแห่งการปฏิวัติ
>>>> อเมริกาใต้

17.โรคเมราโดมา คือโรคอะไร
>>>> อาบแดดเกินขนาด

18.นายกรัฐมนตรีอังกฤษที่ให้เอกราชแก่อินเดียปี 2490 คือใคร
>>>> คลีเมนต์ แอตลี

19."วังหน้า" คือวังของใคร
>>>> วังที่ประทับของพระมหาอุปราชา

20.ทะเลสาบน้ำจืดที่งดงามของเชียงใหม่ชื่ออะไร
>>>>อ่างเก็บน้ำห้วยตึงเฒ่า
บันทึกการเข้า
dejung
Super Member
**

จิตพิสัย 17
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1976



« ตอบ #2 เมื่อ: มกราคม 10, 2010, 12:58:27 AM »

21.กบฎที่มีคนตายมากที่สุดในโลก
>>>> กบฎไท้เผ็ง ปรเทศจีนมีคนตาย 20 ล้านคน

22.ก๊าซที่หนักที่สุด
>>>>  ก๊าซเรดอน

23.กำแพงที่ยาวที่สุดในโลก
>>>> กำแพงเมืองจีน ยาว 1400 ไมล์

24.เกาะที่ใหญ่ที่สุดในโลก
>>>> เกาะกรีนแลนด์ มีพื้นที่ 840,000 ตารางไมล์

25.ไก่ที่ไข่ดกที่สุดในโลก
>>>>ไก่เล็กฮอร์น

26.เขื่อนที่สูงที่สุดในโลก
>>>> เขื่อนโบลเดอร์ฮูเวอร์ในสหรัฐอเมริกา

27.คลองที่ยาวที่สุดในโลก
>>>> คลองยุ่นฮ้อ ยาว 700 ไมล์

28.คลองที่สำคัญที่สุดในโลก
>>>> คลองสุเอช ในประเทศอียิปต์

29.คาบสมุทรที่ใหญ่ที่สุดในโลก
>>>>  คาบสมุทรอาหรับ

30.งูที่พิษร้ายที่สุดในโลก
>>>> งูจงอาง

31.เจดีย์ที่สวยที่สุดในโลก
>>>> เจดีย์ชะเวดากอง  พม่า

32.ดาวเคราะห์ที่ใหญ่ที่สุด
>>>> ดาวพฤหัส

33.ดาวเคราะห์ที่อยู่ใกล้โลกมากที่สุด
>>>> ดาวศุกร์

34.ดาวที่มีแสงสว่างมากที่สุด
>>>>  ดาวซิริอุส

35.ต้นหญ้าที่สูงที่สุดในโลก
>>>>ต้นไผ่

36.ทวีปที่มีคนผิวดำมากที่สุดในโลก
>>>>  อัฟริกา

37.ทวีปที่มีคนผิวเหลืองมากที่สุดในโลก
>>>> เอเซีย

38.ทวีปที่เย็นที่สุดในโลก
>>>>แอนตาร์ติก

39.ทวีปที่ร้อนที่สุดในโลก
>>>> อัฟริกา

40.ทวีปที่เล็กที่สุดในโลก
>>>> ทวีปออสเตรเลีย
บันทึกการเข้า
dejung
Super Member
**

จิตพิสัย 17
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1976



« ตอบ #3 เมื่อ: มกราคม 10, 2010, 12:59:08 AM »

41.ทวีปที่ใหญ่ที่สุดในโลก
>>>> ทวีปเอเซีย

42.ทะเลที่ลึกที่สุดในโลก
>>>> ทะเลสาปไบคาล ในรุสเซีย

43.ทะเลที่ใหญ่ที่สุดในโลก
>>>> ทะเลจีน

44.ทะเลที่อยู่สูงที่สุดในโลก
>>>> ทะเลสาปอัสกาลชิน ในธิเบต   

45.ทะเลสาปที่ใหญ่ที่สุดในโลก
>>>> ทะเลสาปแคสเปียน ในรุสเซีย

46.ทะเลสาปน้ำเค็มที่ใหญ่ที่สุดในโลก
>>>> ทะเลสาปแคสเปียน ในรุสเซีย 

47.ทะเลสาปน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในโลก
>>>>ทะเลสาปสุพีเรีย ในสหรัฐอเมริกา 

48.ทางรถไฟสายที่ยาวที่สุดในโลก
>>>> สายทรานไซบีเรีย ยาว 8760 ก.ม ประเทศรัสเซีย   

49.ท่าเรือที่ใหญ่ที่สุดในโลก
>>>>  ท่าเรือนิวยอร์ค

50.ที่ราบที่สูงที่สุดในโลก
>>>> ที่ราบปาร์มี ประเทศธิเบต   

51.เทือกเขาที่ยาวที่สุดในโลก
>>>> เทือกเขาแอนดิส

52.เทือกเขาที่สูงที่สุดในโลก
>>>> เทือกเขาหิมาลัย ชื่อเอเวอเรสต์ สูง 29142 ฟุต

53.ธาตุที่เบาที่สุดในโลก
>>>>  ไฮโดรเจน   

54.ธาตุที่มีมากที่สุดในโลก
>>>> ออกซิเจน

55.ธาตุที่มีราคาแพงที่สุดในโลก
>>>> เรเดียม 

56.นกที่ใหญ่ที่สุดในโลก
>>>> นกกระจอกเทศ

57.นกที่ตัวเล็กที่สุดในโลก
>>>>   นกฮัมมิ่ง

58.นกที่ตาไวที่สุดในโลก
>>>> แร้ง 

59.นกที่บินเร็วที่สุดในโลก
>>>> นกอินทรีย์ 

60.นกที่มองเห็นได้ไกลที่สุดในโลก
>>>>  เหยี่ยว
บันทึกการเข้า
dejung
Super Member
**

จิตพิสัย 17
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1976



« ตอบ #4 เมื่อ: มกราคม 10, 2010, 12:59:42 AM »

61.นกที่อายุยืนที่สุดในโลก
>>>>   กา   

62.น้ำตกที่สวยที่สุดในโลก
>>>>    น้ำตกไนแองการา อยู่ระหว่างแคนาดากับสหรัฐฯ 

63.น้ำตกที่สูงที่สุดในโลก
>>>>   น้ำตกแอลเจลไน สูง 3212 ฟุต   

64.น้ำพุที่สูงที่สุดในโลก
>>>>  น้ำพุที่สวนสาธารณะ เยลโลว์สโตน ในสหรัฐอเมริกา   

65.โบสถ์ที่มียอดสูงที่สุดในโลก
>>>>   โบสถ์อูม เมืองบาดาล เดมเลอร์ เยอรมัน   

66.ประเทศที่เกิดแผ่นดินไหวมากที่สุดในโลก
>>>>  ประเทศญี่ปุ่น   

67.ประเทศที่เคยมีอาณานิคมมากที่สุดในโลก
>>>>  อังกฤษ   

68.ประเทศที่ทำเหล้าองุ่นมากที่สุดในโลก
>>>>   ฝรั่งเศส   

69.ประเทศที่ทีการเลี้ยงไก่มากที่สุดในโลก
>>>>   เดนมาร์ก   

70.ประเทศที่ปลูกกาแฟมากที่สุดในโลก
>>>>   บราซิล   

71.ประเทศที่ปลูกข้าวมากที่สุดในโลก
>>>>  ประเทศจีน   

72.ประเทศที่ปลูกพริกไทมากที่สุดในโลก
>>>>   อินโดนีเซีย   

73.ประเทศที่ปลูกส้มมากที่สุดมากที่สุดในโลก
>>>> มลรัฐแคลิฟอร์เนีย อเมริกา     

74.ประเทศที่เป็นหลังคาโลก
>>>>   ประเทศธิเบต   

75.ประเทศที่เป็นแหล่งกำเนิดศาสนามากที่สุด
>>>>   อินเดีย   

76.ประเทศที่ผลิตเบียร์มากที่สุดในโลก
>>>>   เยอรมัน   

77.ประเทศที่ผลิตยางพารามากที่สุดในโลก
>>>>   มาเลเซีย   

78.ประเทศที่ผลิตระเบิดปรมณูเป็นชาติแรก
>>>>  สหรัฐอมเริกา   

79.ประเทศที่ผลิตเหล็กกล้ามากที่สุดในโลก
>>>>    สหรัฐอเมริกา 

80.ประเทศที่มีการจับปลามากที่สุดในโลก
>>>>  ญี่ปุน   
บันทึกการเข้า
dejung
Super Member
**

จิตพิสัย 17
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1976



« ตอบ #5 เมื่อ: มกราคม 10, 2010, 01:01:38 AM »

81.ประเทศที่มีการปกครองแบบประชาธิปไตย  เก่าแก่ที่สุด
>>>> ประเทศกรีซ   

82.ประเทศที่มีเกาะมากที่สุดในโลก
>>>>  ประเทศฟิลิปปินส์  7100 เกาะ   

83.ประเทศที่มีคลองมากที่สุดในโลก
>>>>  อิตาลี   

84.ประเทศที่มีจิงโจ้มากที่สุดในโลก
>>>>  ออสเตรเลีย   

85.ประเทศที่มีถ่านหินมากที่สุดในโลก
>>>>  สหรัฐอเมริกา   

86.ประเทศที่มีทองคำขาวมากที่สุดในโลก
>>>>  รัสเซีย   

87.ประเทศที่มีทะเลมากที่สุดในโลก
>>>>  ฟินแลนด์   

88.ประเทศที่มีโบราณวัตถุมากที่สุดในโลก
>>>>  กรุงโรม อิตาลี   

89.ประเทศที่มีปรอทมากที่สุดในโลก
>>>>  สเปน   

90.ประเทศที่มีประชากรน้อยที่สุดในโลก
>>>>  วาติกัน ประมาณ 800 คน   

91.ประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลก
>>>>  สาธารณรัฐประชาชนจีน  1228 ล้านคน ในปี 1994   

92.ประเทศที่มีภาษาพูดมากที่สุดในโลก
>>>>  อินเดีย 227 ภาษา   

93.ประเทศที่มีภูเขาไฟมากที่สุดในโลก
>>>>  ประเทศอินโดนีเซีย   

94.ประเทศที่มีม้ามากที่สุดในโลก
>>>>  รัสเซีย   

95.ประเทศที่มีแม่เหล็กมากที่สุดในโลก
>>>>  สวีเดน   

96.ประเทศที่มีวัวมากที่สุดในโลก
>>>>  อินเดีย   

97.ประเทศที่มีสายการบินมากที่สุดในโลก
>>>>  สหรัฐอเมริกา   

98.ประเทศที่ไม่มีทางรถไฟเลย
>>>>  ประเทศลาว   

99.ประเทศที่ร่ำรวยที่สุดในโลก
>>>>  บรูไน   

100.ประเทศที่เล็กที่สุดในโลก
>>>>  โมนาโค เนื้อที่ 0.50 ตารางไมล์   
บันทึกการเข้า
dejung
Super Member
**

จิตพิสัย 17
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1976



« ตอบ #6 เมื่อ: มกราคม 10, 2010, 01:03:04 AM »

101.ประเทศที่เลี้ยงหมูมากที่สุดในโลก
>>>>  ประเทศจีน   

102.ประเทศที่ส่งดาวเทียมขึ้นสู่อวกาศเป็นครั้งแรก
>>>>  รัสเซีย ดางเทียมสปุตนิค   

103.ประเทศที่ใหญ่ที่สุดในโลก
>>>>  รัสเซีย เนื้อที่ 47,800,500 ตารางไมล์   

104.พระพุทธรูปนั่งที่ใหญ่ที่สุดในโลก
>>>>  พระพุทธโคดม วัดไผ่โรงวัว สุพรรณบุรี   

105.พระราชวังที่ตั้งอยู่สูงที่สุดในโลก
>>>>  พระราชวังโปลาทา ในธิเบต สูง 11830 ฟุต     

106.พระราชวังที่สวยงามที่สุดในโลก
>>>>  พระราชวังแวร์ซายส์ ในกรุงปารีส     

107.พิพิธภัณฑ์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก
>>>>  British Museum ในอังกฤษ     

108.ภาษที่ใช้มากที่สุดในโลก
>>>>  ภาษาอังกฤษ   

109.ภูเขาไฟที่สวยที่สุดในโลก
>>>>  ภูเขาไฟฟูจิยามา ในญี่ปุ่น สูง 12389 ฟุต   

110.ภูเขาไฟที่ใหญ่ที่สุดในโลก
>>>>  ภูเขาไฟโมนนาลาว ในฮาวาย สูง 13675 ฟุต     

111.มนุษย์คนแรกที่เหยียบดวงจันทร์
>>>>  นีล อาร์มสตอง ชาวอเมริกัน   

112.มนุษย์อวกาศคนแรกของโลก
>>>>  ยูริกา กาหนูริน ชาวรัสเซีย     

113.มหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดในโลก
>>>>  มหาวิทยาลัยโบลอกยา อิตาลี     

114.มหาสมุทรที่เล็กที่สุดในโลก
>>>>  อาร์คติก   

115.มหาสมุทรที่ใหญ่ที่สุดในโลก
>>>>  แปซิฟิค   

116.มหาสุมทรที่มีเรือสินค้าผ่านมากที่สุดในโลก
>>>>  มหาสมุทรแอตแลนติก     

117.เมืองที่มีการทอผ้ามากที่สุดในโลก
>>>>  เมืองแมนเชสเตอร์ อังกฤษ   

118.เมืองที่มีคลองมากที่สุดในโลก
>>>>  เมืองเวนิส อิตาลี     

119.เมืองที่มีประชากรมากที่สุดในโลก
>>>>  โตเกียว 16 ล้านเศษ  1994   

120.แม่น้ำที่กว้างที่สุดในโลก
>>>>  แม่น้ำอเมซอน ในทวีปอเมริกาใต้ 270 ไมล์     
บันทึกการเข้า
dejung
Super Member
**

จิตพิสัย 17
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1976



« ตอบ #7 เมื่อ: มกราคม 10, 2010, 01:04:48 AM »

ความรู้เกี่ยวกับประเทศไทย

121. จังหวัดที่อยู่เหนือสุด
>>>> จังหวัดเชียงราย
 
122. จังหวัดที่อยู่ใต้สุด
>>>> จังหวัดนราธิวาส
 
123. จังหวัดที่มีพื้นที่น้อยที่สุด
>>>> จังหวัดสมุทรสงคราม (มีพื้นที่ 399 ตร.กม.)
 
124. จังหวัดที่มีพื้นที่มากที่สุด
>>>> จังหวัดเชียงใหม่ (มีพื้นที่ 22,993 ตร.กม.)
 
125. จังหวัดที่มีจำนวนประชากรน้อยที่สุด
>>>> จังหวัดระนอง
 
126. จังหวัดที่มีจำนวนประชากรมากที่สุด
>>>> จังหวัดกรุงเทพมหานคร
 
127. จังหวัดที่มีอาณาเขตติดต่อกับเขตจังหวัดอื่นๆมากที่สุด 
>>>> จังหวัดตาก มีเขตติดต่อกับจังหวัดอื่นๆ 9 จังหวัด
 
128. จังหวัดทางภาคใต้ของไทย ที่ไม่มีอาณาเขตติดต่อกับทะเลเลย 
>>>> จังหวัดยะลา,พัทลุง
 
129. ยอดเขาที่สูงที่สุด
>>>> ยอดดอยอินทนนท์ สูง 2,580 เมตร จากระดับน้ำทะเล
 
130. ภูเขาสำคัญทางภาคเหนือ  มี 5 เทือกเขาสำคัญคือ
>>>> แดนลาว,เพชรบูรณ์,ตะนาวศรี,ผีปันน้ำ,ขุนตาล
 
131. ภูเขาที่ใหญ่ที่สุดทางภาคใต้ 
>>>> เทือกเขานครศรีธรรมราช
 
132. เกาะที่ใหญ่ที่สุดของไทย
>>>> เกาะภูเก็ต กว้าง 20 กม. ยาว 45 กม.
 
133. เกาะที่เป็นท่าเรือสำคัญของไทย 
>>>> เกาะสีชัง
 
134. ทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุด 
>>>> ทะเลสาบสงขลา มีพื้นที่ประมาณ 15 ตร.กม.
 
135. หนองน้ำที่ใหญ่ที่สุด 
>>>> หนองหาร อยู่ที่จังหวัด สกลนคร
 
136. แม่น้ำที่ยาวที่สุด 
>>>> แม่น้ำเจ้าพระยา รวมกับแม่น้ำปิง(หนึ่งในต้นกำเนิดแม่น้ำเจ้าพระยา)มีความยาว
รวม 850 กม.(เจ้าพระยา 300 กม.,แม่น้ำปิง 550 กม.)

 
138. แม่น้ำเจ้าพระยาออกสู่ทะเลที่จังหวัดใด
>>>> จังหวัดสมุทรปราการ
 
139. คลองที่ยาวที่สุด 
>>>> คลองแสนแสบ ยาว 65 กม.
 
140. แหล่งเพาะพันธุ์ปลาที่ใหญ่ที่สุด 
>>>> บึงบรเพ็ด จังหวัดนครสวรรค์
บันทึกการเข้า
dejung
Super Member
**

จิตพิสัย 17
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1976



« ตอบ #8 เมื่อ: มกราคม 10, 2010, 01:07:13 AM »

141. น้ำตกที่สูงที่สุด 
>>>> น้ำตกสิริภูมิ อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่
 
142. ถนนสายแรกในประเทศไทย 
>>>> ถนนเจริญกรุง สร้างขึ้นในรัชกาลที่ 5
 
143. ถนนสายที่ยาวที่สุด 
>>>> ถนนเพชรเกษม จากกรุงเทพมหานคร ถึง จ.นราธิวาส ยาว1,473 กม.
 
144. ทางรถไฟสายแรกของไทย 
>>>> ทางรถไฟสายกรุงเทพฯ-ปากน้ำ
 
145. ทางรถไฟสายที่ยาวที่สุด
>>>> ทางรถไฟสายใต้ ยาวประมาณ 1,114 กม.
 
146. อุโมงค์ที่ยาวที่สุด 
>>>> อุโมงค์ขุนตาล หรือ ถ้ำขุนตาล ที่ จ.ลำปาง
 
147. สะพานที่ยาวที่สุดของไทย
>>>> สะพานติณสูลานนท์ จ.สงขลา ข้ามมาจากบ้านเขาเขียวไปเกาะยอ และจากเกาะยอ
ไปบ้านน้ำกระจาย มีความยาว 2,640เมตร

 
148. ตึกที่สูงที่สุดของไทย 
>>>> ตึกใบหยกทาวเวอร์ ตึกที่สูงที่สุด เนื่องจากมีความสูงถึง 41 ชั้น
 
149. ส่วนที่แคบที่สุดของไทย 
>>>> บริเวณ คอคอดกระ จ.ประจวบคีรีขันธ์ กว้างประมาณ 10กม.
 
150. จังหวัดที่มีฝนตกมากที่สุด 
>>>> จ.ระนอง
 
151. จังหวัดที่ปลูกชากันมาก
>>>> จ.เชียงราย จ.เชียงใหม่
 
152. จังหวัดที่ปลูกอ้อยมากที่สุด 
>>>> จ.กาญจนบุรี
 
153. จังหวัดที่ผลิตเกลือได้มากที่สุด
>>>> จ.สมุทรสาคร
 
154. จังหวัดที่ปลูกพริกไทยมากที่สุด 
>>>> จ.จันทบุรี
 
155. มะพร้าวมีมากที่สุดที่จังหวัดใด 
>>>> เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี
 
156. ส้มโอลือชื่อของไทยปลูกที่ใด
>>>> อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม
 
157. ดีบุกขุดได้มากที่สุดที่จังหวัดใด     
>>>> จ.ภูเก็ต
 
158. จังหวัดที่ปลูกเงาะมากที่สุด 
>>>> จ.จันทบุรี
 
159. เงาะโรงเรียนที่มีชื่อปลูกที่จังหวัดใด     
>>>> จ.สุราษฎร์ธานี
 
160. โรงงานน้ำตาลที่ใหญ่ที่สุดอยู่ที่จังหวัดใด   
>>>> อ.สามชุก จ.สุพรรณบุรี
บันทึกการเข้า
dejung
Super Member
**

จิตพิสัย 17
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1976



« ตอบ #9 เมื่อ: มกราคม 10, 2010, 01:08:10 AM »

161. โรงงานอุตสาหกรรมแป้งมันทำมากที่สุดที่จังหวัดใด       
>>>> จ.ชลบุรี
 
162. หวายของไทยมีมากที่สุดที่จังหวัดใด   
>>>> จ.ชุมพร
 
163. จังหวัดที่มีแร่วุลแฟลมมากที่สุดคือ
>>>> จ.กาญจนบุรี
 
164. นกนางแอ่น มีมากที่สุดที่จังหวัดใด 
>>>> จ.ชุมพร
 
165. หินอ่อนในประเทศไทยมีมากที่จังหวัดใด   
>>>> จ.สระบุรี
 
166. ภาคใดของประเทศไทยมีการเลี้ยงไหมมากที่สุด 
>>>> ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
 
167. ถ่านหินมีมากที่จังหวัดใด     
>>>> จ.ลำปาง และ จ.กระบี่
 
168. ส้มเขียวหวาน ที่นิยมกันว่ามีรสชาดดีอยู่ที่ใด 
>>>> อ.บางมด กรุงเทพมหานคร
 
169. ทองคำมีมากที่จังหวัดใด 
>>>> อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์,อ.โต๊ะโมะ จ.ยะลา และ อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี
 
170. จังหวัดใดทางภาคใต้ของไทยที่มีชาวไทยมุสลิมอาศัยอยู่มาก 
>>>> จ.ปัตตานี,จ.ยะลา,จ.นราธิวาส และ จ.สตูล

171. ปลาที่ชาวประมงจับได้มากที่สุดคือ 
>>>> ปลาทู
 
172. ปลาที่ใหญ่ที่สุดในลำน้ำโขงคือ 
>>>> ปลาบึก
 
173. กษัตริย์ไทยพระองค์แรกคือ
>>>> พ่อขุนศรีอินทราทิตย์
 
174. นายกรัฐมนตรีคนแรกของไทยคือ
>>>> พระยามโนปกรณ์นิติธาดา
 
175. ประธานสภาผู้แทนราษฎรคนแรกของไทยคือ
>>>>  เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี
 
176. สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหญิงคนแรกของไทยคือ 
>>>> นางอรพินท์ ไชยกาล
 
177. อธิบดีหญิงคนแรกของไทยคือ 
>>>> คุณหญิงอัมพร มีศุข อธิบดีกรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ
 
178. จอมพลคนแรกของเมืองไทยคือ
>>>> จอมพล สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าฯกรมพระยาภาณุพันธ์วงศ์วรเดช
 
179. นักดาราศาสตร์คนแรกของไทยคือ 
>>>> รัชกาลที่ 4 (พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว)
 
180. นางสาวไทยคนแรกคือ 
>>>> นางสาวกันยา เทียนสว่าง
บันทึกการเข้า
dejung
Super Member
**

จิตพิสัย 17
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1976



« ตอบ #10 เมื่อ: มกราคม 10, 2010, 01:08:42 AM »

181. นักมวยไทยคนแรกที่ได้ครองตำแหน่งแชมป์โลกคือ 
>>>> นายโผน กิ่งเพชร
 
182. นักพากย์ภาพยนตร์คนแรกของไทยคือ 
>>>> นายสิน สีบุญเรือง (ทิดเขียว)
 
183. นักเขียนการ์ตูนคนแรกของไทยคือ
>>>> ขุนปฏิภาคพิมพ์ลิขิต (เปล่ง ไตรปิ่น)
 
184. ผู้คิดประดิษฐ์อักษรไทยเป็นคนแรก
>>>> พ่อขุนรามคำแหง
 
185. ผู้คิดตัวพิมพ์อักษรไทยเป็นคนแรก
>>>> ร้อยโท เจมส์ โลว์
 
186. ผู้เริ่มใช้กระแสไฟฟ้าคนแรกของไทย 
>>>> จอมพล เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี (เติม แสงชูโต)
 
187. ผู้เปิดเดินรถเมล์ในกรุงเทพมหานครเป็นคนแรก 
>>>> พระยาเศรษฐภักดี
 
188. ผู้ประดิษฐ์สามล้อขึ้นใช้ในประเทศไทยเป็นคนแรก
>>>> นายเลื่อน พงษ์โสภณ
 
189. ผู้ให้กำเนิดลูกเสือไทยเป็นคนแรก
>>>> รัชกาลที่ 6 (พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว)
 
190. ผู้ริเริ่มแท็กซี่ขึ้นในเมืองไทย
>>>> พลโท พระยาเทพหัสดิน (ผาด เทพหัสดิน ณ อยุธยา)เมื่อปี พ.ศ.2466
 
191. ผู้ที่ริเริ่มใช้คำว่า "สวัสดี"
>>>> พระยาอุปกิตศิลปสาร
 
192. ผู้ให้กำเนิดเพลงชาติ
>>>> พระเจนดุริยางค์ (บรรเลงครั้งแรกโดย วงดุริยางค์ทหารเรือ)
 
193. ผู้ให้กำเนิดเพลงสรรเสริญพระบารมี 
>>>>กรมพระยานริศรานุวัตติวงศ์ (พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว)
 
194. ผู้แต่งเพลงกราวกีฬา
>>>> เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี
 
195. ผู้ที่ได้รับยกย่องให้เป็น "บิดาแห่งประวัติศาสตร์ไทย" 
>>>>  สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ
 
196. ผู้ที่ได้รับยกย่องให้เป็น "บิดาแห่งการแพทย์ไทย"
>>>> สมเด็จพระราชบิดากรมหลวงสงขลานคริทร์
 
197. ฝาแฝดคู่แรกของไทย 
>>>> ฝาแฝด อิน-จัน เกิดเมื่อ 11 พฤษภาคม พ.ศ.2434 ที่ จ.สมุทรสงคราม
 
198. ผู้ที่ริเริ่มใช้ รศ.(รัตนโกสินทร์ศก)
>>>> รัชกาลที่5 (พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว)
 
199. ร.ศ.1 ตรงกับปี พ.ศ.ใด
>>>> พ.ศ.2331
 
200. เรือกลไฟลำแรกของไทย
>>>> เรือสยามอรสุมพล (เป็นเรือที่รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯให้พระยาศรีสุริยวงศ์ ต่อขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2398)
บันทึกการเข้า
dejung
Super Member
**

จิตพิสัย 17
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1976



« ตอบ #11 เมื่อ: มกราคม 10, 2010, 01:09:14 AM »

201. โรงพยาบาลแห่งแรกของไทย
>>>> โรงพยาบาลศิริราช
 
202. มหาวิทยาลัยแห่งแรกของไทย
>>>> จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
 
203. โรงเรียนอนุบาลแห่งแรกของประเทศไทย
>>>> โรงเรียนอนุบาลที่โรงเลี้ยงเด็ก ซึ่งพระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ พระอัครชายาในรัชกาลที่5 เป็นผู้ให้กำเนิด
 
204. ธนาคารเอกชนแห่งแรกของประเทศไทย
>>>> แบงก์ สยามกัมมาจล
 
205. โรงภาพยนตร์โรงแรกใน กทม.ที่ฉายภาพยนตร์จอซีนีมาสโคป 
>>>> โรงภาพยนตร์ ศาลาเฉลิมไทย
 
206. โรงแรมแห่งแรกของไทย
>>>> โรงแรมโอเรียนเต็ล
 
207. โรงพิมพ์แห่งแรกของไทย 
>>>> โรงพิมพ์หมอบรัดเลย์ ตั้งอยู่ที่สำเหร่ ธนบุรี
 
208. บทประพันธ์ที่ทำการขายลิขสิทธิ์กันในครั้งแรกในประเทศไทย
>>>> เรื่อง นิราศลอนดอน ของหม่อมราโชทัย ขายลิขสิทธิ์ให้กับหมอบรัดเลย์
 
209. แบบเรียนเล่มแรกของคนไทย
>>>> หนังสือจินดามณี ที่พระโหราธิบดี เป็นผู้แต่ง
 
210. หนังสือไทยเล่มแรก
>>>> หนังสือไตรภูมิพระร่วง
 
211. หนังสือพิมพ์ข่าวฉบับแรกของเมืองไทย
>>>> หนังสือพิมพ์บางกอกรีคอดเดอร์ พิมพ์ครั้งแรกเมื่อ ปี พ.ศ.2387
 
212. ปฎิทินฉบับภาษาไทย จัดพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ
>>>> ปี พ.ศ.2385

213. วิทยุ โทรทัศน์ มีขึ้นครั้งแรกในประเทศไทยเมื่อ 
>>>> ปี พ.ศ.2497(สมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม)
 
214. สถานีโทรทัศน์แห่งแรกของไทย 
>>>> สถานีโทรทัศน์ ไทยทีวีช่อง 4 บางขุนพรหม (ปัจจุบันคือ อสมท.ช่อง9)
 
215. โรงเรียน "หลวง" สำหรับราษฎรแห่งแรก คือ
>>>> โรงเรียน วัดมหรรณพาราม
 
216. สภากาชาด ตั้งขึ้นเมื่อไหร่ 
>>>> ตั้งขึ้นในรัชกาลที่6 เดิมชื่อ สภาอุณาโลมแดง
 
217. เจดีย์ที่เก่าแก่ และใหญ่ที่สุด
>>>> พระปฐมเจดีย์ ที่ จ.นครปฐม
 
218. พระปรางค์ที่สูงที่สุดในประเทศไทย 
>>>> พระปรางค์ที่วัดอรุณราชวราราม(วัดแจ้ง ธนบุรี)
 
219. พระพุทธรูปทองคำที่ใหญ่ที่สุดของไทย
>>>> พระพุทธรูปสมัยสุโขทัย ประดิษฐานที่วัดไตรมิตรวิทยาราม กทม.(หนัก 5 ตัน)
 
220. พระพุทธไสยาสน์ ที่ยาวที่สุด 
>>>> พระพุทธไสยาสน์ ที่วัดพระนอน จ.สิงห์บุรี
บันทึกการเข้า
dejung
Super Member
**

จิตพิสัย 17
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1976



« ตอบ #12 เมื่อ: มกราคม 10, 2010, 01:09:53 AM »

221. พระพุทธรูปยืนที่สูงที่สุด 
>>>> พระพุทธรูปยืนที่วัดอินทรวิหาร บางขุนพรหม กรุงเทพฯ
 
222. พระนอนที่ยาวที่สุด
>>>> พระนอนที่วัดขุนอินทรประมูล จ.อ่างทอง
 
223. พระพุทธรูปนั่งที่ใหญ่ที่สุด 
>>>> พระพุทธโคดม วัดไผ่โรงวัว จ.สุพรรณบุรี
 
224. วัดที่มีระฆังใบใหญ่ที่สุด
>>>> วัดกัลยากรณ์ กรุงเทพมหานคร
 
225. วัดที่ไม่มีพระจำพรรษาเลย
>>>> วัดพระศรีรัตนศาสดาราม
 
226. จังหวัดที่เคยมีรถรางเดินประจำนอกจากกรุงเทพฯแล้วคือ   
>>>> จ.ลพบุรี
 
227. วัดไทยที่สร้างเลียนแบบวัดฝรั่ง 
>>>> วัดนิเวศน์ธรรมประวัติ บางปะอิน จ.อยุธยา (รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯให้สร้างขึ้น)
 
228. กระทรวงต่างๆมีขึ้นในรัชกาลใด
>>>> รัชกาลที่ 5 (พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว)
 
229. ประเทศไทยเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบราชาธิปไตยเป็นระบอบประชาธิปไตยเมื่อปี พ.ศ ใด
>>>> พ.ศ.2475 ในรัชกาลที่ 7
 
230. ประเทศไทยเริ่มใช้ธงไตรรงค์เมื่อปี พ.ศ ใด
>>>> พ.ศ.2460
 
231. ประเทศไทยเริ่มนับเอาวันที่ 1 เดือนมกราคมเป็นวันปีใหม่เมื่อปี พ.ศ ใด
>>>> พ.ศ.2483
 
232. ประเทศไทยสมัครเป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติเมื่อใด
>>>> วันที่ 16 ธันวาคม พ.ศ.2489
 
233. ประเทศไทย เปลี่ยนจากเดิมเรียกว่า "ประเทศสยาม" มาเป็น "ประเทศไทย" เมื่อใด
>>>> วันที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ.2492 
 
234. ประเทศไทยเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 1 กับฝ่ายสัมพันธมิตรในรัชกาลใด
>>>> รัชกาลที่ 6 (พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว)
 
235. ประเทศไทยเลิกใช้เงินพดด้วงแล้วเริ่มใช้เหรียญกษาปณ์ ในสมัยใด
>>>> สมัยรัชกาลที่ 4
 
236. กระทรวงการคลัง เริ่มออกพันธบัตรใช้สมัยรัชกาลใด
>>>> รัชกาลที่ 5
 
237. คนไทยเริ่มใช้นามสกุลในสมัยใด
>>>> รัชกาลที่ 5
 
238. การประปาเริ่มมีขึ้นในสมัยใด
>>>> รัชกาลที่ 5
 
239. สะพานสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ เปิดสัญจร ไป-มา เมื่อใด
>>>> วันที่ 6 เมษายน พ.ศ.2475
 
240. พระราชวังสมัยกรุงธนบุรีที่เป็นราชธานีคือ
>>>> พระราชวังเดิม อยู่ระหว่างวัดอรุณราชวราราม กับวัดโมฬีโลกยาราม
บันทึกการเข้า
dejung
Super Member
**

จิตพิสัย 17
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1976



« ตอบ #13 เมื่อ: มกราคม 10, 2010, 01:10:32 AM »

241. เขาพระวิหาร เดิมตั้งอยู่ที่
>>>> อ.กันทราลักษณ์ จ.ศรีสะเกษ
 
242. เครื่องหมายตราประจำชาติไทยคือ
>>>> ตราครุฑ
 
243. ประเพณีถือน้ำพิพัฒน์สัตยา เริ่มมีครั้งแรกในสมัย
>>>>  กรุงศรีอยุธยา
 
244. ประเทศไทยเริ่มใช้แสตมป์เมื่อปี
>>>> พ.ศ.2474
 
245. ผู้ที่เปลี่ยนชื่อ "ทุ่งพระเมรุ" เป็น "ท้องสนามหลวง" คือ
>>>> รัชกาลที่ 5 (พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว)
 
246. คิงส์มงกุฎ หมายถึง
>>>> พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
 
247. เจ้าของนามปากกา "น.ม.ส." คือ
>>>> รัชนี แจ่มจรัส
 
248. คำว่า พระปรมินทร์ และ พระปรเมนทร์ มีที่ใช้ต่างกันอย่างไร
>>>> พระปรมินทร์ ใช้กับ ลำดับรัชกาลที่เป็นเลขคี่
>>>> พระปรเมนทร์ ใช้กับ ลำดับรัชกาลที่เป็นเลขคู่
 
249. กฎมณเฑียรบาล คือกฎหมายพิเศษที่กล่าวถึง
>>>> พระราชฐาน และพระราชวงศ์
 
250. ใครเป็นผู้ประพันธ์ บทเห่เรือ ที่ใช้เห่เรือกระบวนหลวงในปัจจุบัน
>>>> เจ้าฟ้าธรรมาธิเบศรไชยเชษฐ์สุริยวงศ์(เจ้าฟ้ากุ้ง)
 
251. กรุงเทพมหานคร สร้างขึ้นเมื่อใด
>>>>  ปี พ.ศ.2325
 
252. วัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) สร้างขึ้นในรัชสมัยใด
>>>>  รัชกาลที่ 1 (พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก)
 
253. สถาบันที่จัดทำสารานุกรมไทย และพจนานุกรมไทยคือ
>>>>  ราชบัณฑิตยสถาน
 
254. นายกรัฐมนตรีไทยคนใดที่ตกเป็นจำเลย "อาชญากรสงครามโลกครั้งที่2
>>>> จอมพล ป.พิบูลสงคราม
 
255. นายกรัฐมนตรีที่เป็นทนายต่อศาลโลก กรณีเขมรฟ้องร้องขอกรรมสิทธิ์เขาพระวิหารคือ
>>>>  ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช
 
256. หัวหน้าขบวนการเสรีไทย นอกประเทศระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 คือ
>>>>  ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช
 
257. กบฎแมนฮัตตัน เกิดขึ้นในรัฐบาลใด
>>>>  รัฐบาลสมัย จอมพล ป.พิบูลสงคราม เกิดขึ้นในวันที่มีพิธีรับมอบเรือแมนฮัตตัน จากสหรัฐอเมริกา ที่ท่าราชวรดิษฐ์
 
258. "อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ"สร้างขึ้นเพื่อ
>>>> เป็นอนุสรณ์รำลึกถึงวันที่ทหารและพลเรือนเสียชีวิตในสงครามอินโดจีน ปี พ.ศ.2484
 
259. "วงเวียน 22 กรกฎาคม" สร้างขึ้นเพื่อ
>>>> เป็นอนุสรณ์เนื่องในวันที่ประเทศไทย ประกาศสงครามเข้าร่วมกับพันธมิตร รบกับเยอรมันในสงครามโลกครั้งที่1
 
260. ปืนใหญ่สมัยโบราณ ที่ตั้งรอบอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยมีจำนวนเท่าไร
>>>>  75 กระบอก

261. นพรัตน์ หรือแก้วเก้าประการ ประกอบด้วย
>>>>  เพชร,ทับทิม,มรกต,บุษราคัม,โกเมน,นิล,มุกดาหาร,เพทาย,ไพฑูรย์
 
262. ต้นไม้ที่คนไทยโบราณเชื่อว่า ปลูกไว้ในบ้านแล้วจะเป็นมงคล
>>>> ต้นมะยม เพราะ จะทำให้คนนิยม
>>>> ต้นขนุน เพราะ จะทำให้ผู้สนับสนุน
>>>> ต้นมะขาม เพราะ จะทำให้ผู้คนเกรงขาม
>>>> ต้นพุทธรักษา เพราะ ปลูกแล้วพุทธานุภาพจะคุ้มครองบ้านนั้น

263. ต้นไม้ที่คนไทยโบราณไม่นิยมปลูกไว้ในบ้าน
>>>> ต้นลั่นทม เพราะ ชื่อต้นไม้ไปพ้องคำว่า ระทม
>>>> ต้นมะไฟ เพราะ มีคำว่ามะไฟ จะทำให้เดือดร้อนเหมือนไฟ
>>>> ต้นพุทรา เพราะ เสียงออกเป็นซา ซึ่งหมายถึงความร่วงโรย
บันทึกการเข้า
dejung
Super Member
**

จิตพิสัย 17
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1976



« ตอบ #14 เมื่อ: มกราคม 10, 2010, 01:21:26 AM »

รู้เรื่องเครื่องทอง


เครื่องประดับทำด้วยทองคำเป็นสินค้าที่มียอดจำหน่ายสูงสุดในวงการอุตสาหกรรม
เครื่องประดับ  ตลอดมาทุกยุคทุกสมัยและจะยังคงเป็นเช่นนี้ตลอดไป ทั้งนี้เพรามูลค่าของทองคำที่ค่อนข้างจะมั่นคงตายตัวไม่วูบวาบขึ้นลง สีสันและความเป็นมันวาวรูปแบบหลากหลายที่ใช้ได้กับคนทุกเพศและทุกวัย ยิ่งเป็นคนเอเชียด้วยแล้ว ยังไงๆ ก็ต้องขอเป็นเจ้าของทองสักเส้น......ขนาดเท่าหนวดกุ้ง ก็ยังดี

เวลาคุณไปซื้อเครื่องประดับที่ทำด้วยทอง ส่วนมากคุณก็ต้องเชื่อใจคนขายซึ่งจะบอกคุณว่าทองที่ร้านนั้นเป็นทองกี่กะรัต ราคาขายแต่ละร้านมักไม่แตกต่างกันมากนัก โดยปกติราคาทองจะขึ้นอยู่กับตลาดโลกในแต่ละวัน มีขึ้นมีลงบ้างเล็กน้อย ที่แน่นอนก็คือ ในระยะยาวราคาทองจะปรับสูงขึ้นไปอย่างสม่ำเสมอผู้คนจึงนิยมซื้อทองเก็บไว้ ยามขัดสนก็สามารถนำมาขายได้ทุกเวลา

นอกจากความสะดวกในการเปลี่ยนทองคำเป็นเงินตราแล้ว ความนิยมชมชื่นเครื่องประดับทำด้วย ทอง ยังขึ้นอยู่กับองค์ประกอบหลายประการดังต่อไปนี้

ความหาไม่ยากจนเกินไป  ทองเป็นโลหะมีค่าซึ่งมีคุณสมบัติเหมาะสำหรับใช้ทำเครื่องประดับ และยังหาได้ไม่ยากนัก ปริมาณที่พบมีมากพอสำหรับคนทั่วไปทุกระดับชั้นจะซื้อหามาเป็นสมบัติได้ โลหะชนิดอื่นที่มีคุณสมบัติใช้ทำเครื่องประดับได้ เช่น แทนทาลัมเป็นโลหะที่หาได้ยากมาก ปริมาณ ที่พบมีน้อยจนใครต่อใครแทบไม่เคยได้ยินชื่อ ส่วนเหล็กหรืออะลูมิเนียมก็หาง่ายและมีปริมาณมากจนเกร่อ กลายเป็นของใช้ประจำบ้านที่ไม่มีราคาค่างวด

ความคงทน ทองสามารถทนต่อการผุกร่อนได้ดีเยี่ยมดังจะเห็นได้จากเครื่องทองโบราณที่ขุด ค้นจากแหล่งอารยธรรมเก่าแก่ หรือจากหลุมฝังศพ เมื่อนำมาทำความสะอาดก็จะส่งประกาย แวววาวเหมือนใหม่ ในขณะที่โลหะอื่น เช่น เหล็ก ทองแดง ผุกร่อนไปจนไม่เหลือเค้าเดิม

ความถ่วงจำเพาะพอเหมาะ  ทองมีค่าความถ่วงจำเพาะเท่ากับ 19.32 ซึ่งค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับโลหะชนิดอื่น เช่น เงินมีความถ่วงจำเพาะเพียง 10.53 เท่านั้น เวลานำมาทำเป็นเครื่องประดับทองมักจะถูกนำมาผสมกับโลหะชนิดอื่น ทำให้ความถ่วงจำเพาะและน้ำหนักของมันลดลง แต่ก็ยังสูงพอที่จะทำให้ เครื่องประดับที่ได้มีความคงตัว และมีน้ำหนักไม่เบาโหวงเหวงเหมือนไม่ได้ใส่อะไรเลย

สีสวยงาม ทองบริสุทธิ์มีสีเหลืองเฉพาะตัว รวมกับผิวที่มันวาว ทำให้เป็นที่ชื่นชมแก่ผู้ได้พบเห็นในสมัยโบราณ ผู้คนนิยมทองคำเพราะมีสีเหมือนดวงอาทิตย์ ซึ่งเปรียบเสมือนพระเจ้าผู้ให้ชีวิตแก่มวลมนุษย์ ทองเป็นโลหะมีค่าชนิดเดียวที่มีสีเหลือง โลหะมีค่าชนิดอื่นๆ มักมีสีเทาเงิน ซึ่งเป็นสีของดวงจันทร์อันเป็นบริวารของดวงอาทิตย์


ทุบให้เป็นแผ่นบางได้ง่าย  คุณลักษณะพิเศษของทองคำบริสุทธิ์ซึ่งมีเนื้อค่อนข้างอ่อน คือ เราสามารถ นำมันมาทุบให้แผ่ออกเป็นแผ่นบางแค่ไหนก็ได้ สมมติว่าเรามีเหรียญทองอยู่สองเหรียญ เราสามารถนำมา ทำให้เป็นแผ่นบางมากจนกระทั่งสามารถคลุมหลังคาบ้านได้ทั้งหลัง คนโบราณรู้เรื่องนี้มานานแล้ว และใช้ แผ่นทองในการตกแต่งวัดและวัง ปัจจุบันนี้เราก็ยังคงใช้กันอยู่

ดึงยืดให้เป็นเส้นยาวได้โดยไม่ขาด คุณสมบัติข้อนี้เป็นลักษณะที่เด่นที่สุดของทอง ช่างทองโบราณ ของไทยสามารถใช้ด้ายทองนี้ในการทอลวดลายแซมกับผ้า หรือนำมาถักเป็นสร้อยคอ หรือสร้อยข้อมือ เป็นงานที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ไม่พบในชนชาติอื่น

จุดหลอมเหลวพอเหมาะ ทองมีจุดหลอมเหลว 1,065 องศาเซลเซียส ซึ่งไม่สูงมากเกินไป สามารถใช้ เปลวไฟจากก๊าซบางชนิดหลอมเหลวได้ นอกจากนี้ทองไม่ทำปฏิกิริยากับออกซิเจนในอากาศขณะร้อน เราจึง ไม่ตอ้งใช้เตาเผาพิเศษ ในการหลอมทอง สามารถทำได้ในห้องธรรมดา

โลหะบางอย่าง เช่น แทนทาลัม มีจุดหลอมเหลวสูงถึง 2,996 องศาเซลเซียส และเกิดการรวมตัว กับออกซิเจนในอากาศขณะหลอมเหลวจนกลายเป็นสารประกอบออกไซด์ซึ่งมีสี เวลาหลอมต้องทำ ในเตาพิเศษปิดสนิทไม่ให้ออกซิเจนเข้าไปได้ คนจึงไม่นิยมใช้แทนทาลัมทำเครื่องประดับ มีผู้ผลิต บางรายที่พยายามนำเครื่องประดับที่ทำจากแทนทาลัมเข้าตลาด แต่ราคาของมันสูงเกินไปจนเลิกล้มไปในที่สุด

นอกจากความสำคัญด้านเครื่องประดับ ทองคำยังมีประโยชน์ในอุตสาหกรรมอิเล็กโทรนิกส์ อุตสาหกรรมเครื่องบิน ดาวเทียมและยานอวกาศ อุตสาหกรรมก่อสร้างตึกระฟ้า มักใช้กระจกฉาบ ด้วยไอทอง เพื่อช่วยสะท้อนแสงอาทิตย์ ทำให้อุณหภูมิภายในตัวตึกต่ำกว่าภายนอก

ทองคำมีประวัติศาสตร์ควบคู่กับมนุษย์มายาวนานตั้งแต่ยุคของอาดัมกับอีฟ คำบรรยายสวนอีเดน ที่ปรากฎในคัมภีร์ไบเบิลบอกว่า ลำธารในสวนนั้นเต็มไปด้วยกรวดทรายทองคำ กระจัดกระจาย อยู่ทั่วท้องน้ำ

ไม่มีใครรู้ว่าคนนำทองคำมาใช้เป็นเงินตราตั้งแต่สมัยใด แต่หลักฐานเก่าแก่ที่สุดที่ค้นพบคือ ตั้งแต่ประมาณ 700 ปีก่อนคริสต์ศักราช

การค้นพบเหมืองทองคำในประเทศต่างๆ ก่อให้เกิดชุมชนใหม่ศูนย์กลางการค้าขาย และธุรกิจ ต่อเนื่องขึ้นมาจนนับไม่ถ้วน ซึ่งถ้าไม่ใช่เพราะเหมืองทองแล้ว ดินแดนนั้นๆ คงจะรกร้างปราศจากผู้คน

เหมืองทองขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ถูกค้นพบตั้งแต่ พ.ศ. 2429 ที่เมืองวิทวอเตอร์สแลนด์รีฟ ในอาฟริกาใต้ ปัจจุบันเหมืองแห่งนี้ยังคงผลิตทองคำออกมาอย่างสม่ำเสมอ ในปริมาณ 30 % ของผลผลิตทั้งโลก ประเทศผู้ผลิตรองลงมาคือ รัสเซีย อเมริกา ออสเตรเลีย และแคนาดา

เครื่องประดับทองนอกจากจะทรงคุณค่าในด้านราคาและความสวยงามแล้ว ยังเป็นตัวแทนแสดงถึงความรักและความผูกพันระหว่างผู้ให้และผู้รับอีกด้วย คุณค่าของทองที่คงตัวสม่ำเสมอนี้จึงทำให้เหมาะสำหรับเป็นสมบัติตกทอดจากคนรุ่นหนึ่ง
ไปยังอีกรุ่นหนึ่งได้ แม้แต่ระบบเงินตราของประเทศยังต้องใช้ทองคำ เพื่อรับรองราคาเงินตรานั้นๆ
บันทึกการเข้า
dejung
Super Member
**

จิตพิสัย 17
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1976



« ตอบ #15 เมื่อ: มกราคม 10, 2010, 01:22:27 AM »

ศัพท์น่ารู้เกี่ยวกับทอง

มีคำหลายคำที่ใช้เฉพาะกับเครื่องประดับทอง ซึ่งเราควรจะทำความรู้จักกับมันไว้บ้าง

ทองเก่า สำหรับคนทั่วไป ทองเก่าหมายถึง ทองซึ่งได้รับเป็นมรดกตกทอดมาจาก ปู่ย่าตายาย แต่สำหรับช่างทอง คำว่า "ทองเก่า" หมายถึง เศษทองซึ่งมีโลหะที่ใช้เชื่อมและมีสิ่งสกปรกอื่นๆ เจือปนอยู่ค่อนข้างมาก เวลาขึ้นรูปจะทำให้ตัวเรือนมีรูพรุน ไม่เรียบ

ทองใหม่ หมายถึง ทองที่เพิ่งจะผ่านการถลุงเมื่อไม่นานมานี้

ทองบริสุทธิ์ (Fine gold) หมายถึง ทองซึ่งไม่มีโลหะหรือแร่ธาตุอื่นเจือปน มักจะอ่อน ถูกขูดขีดเป็นรอยได้ง่ายมาก ทำให้ไม่คงทน

ความบริสุทธิ์ของทอง (Fineness) หมายถึง ปริมาณทองใน 1,000 ส่วน ตัวอย่างเช่น ทองที่มีความบริสุทธิ์ 750 หมายความว่า ชิ้นงานนั้นมีทองอยู่ 750 ส่วน (75%) และมีโลหะอื่น 250 ส่วน

กะรัต (Karat)  หมายถึงปริมาณทองใน 24 ส่วน ทองบริสุทธิ์ จะมีน้ำหนัก 24 กะรัต หรือเทียบได้กับความบริสุทธิ์ 99.99

โลหะผสมของทอง (Gold Alloy) หมายถึง โลหะผสมระหว่างทองกับโลหะอื่น เช่น เงิน ทองแดง สังกะสี นิกเกิล ทั้งนี้เพื่อลดต้นทุน เพื่อเปลี่ยนสีของทอง และเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของชิ้นงาน ทำให้คงทนต่อการขูดขีดมากกว่าทองบริสุทธิ์

ฮอลล์มาร์ค (Hallmark) หมายถึง ตราประทับบนโลหะทอง เงิน หรือแพลทตินัม เพื่อบ่งบอกคุณภาพ แหล่งที่มาและผู้ผลิต การประทับตราฮอลล์มาร์คเป็นที่นิยมใช้ในประเทศแถบยุโรป เช่น ฮอลแลนด์ อิตาลี โปรตุเกส และเดนมาร์ก

ตราคุณภาพ
(Quality mark) หมายถึง กลุ่มของตัวเลข ตัวอักษร หรือสัญลักษณ์ที่ประทับบนโลหะ เพื่อบ่งบอก ชนิดและปริมาณเนื้อทอง ตัวอย่างเช่น ตราประทับ 18 K หมายถึง ทอง 75% เครื่องประดับทองที่ผลิตในสหรัฐอเมริกา ต้องมีตราคุณภาพประทับไว้เสมอ

ทองขาว เป็นโลหะโรเดียมชุบทอง
บันทึกการเข้า
dejung
Super Member
**

จิตพิสัย 17
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1976



« ตอบ #16 เมื่อ: มกราคม 10, 2010, 01:23:20 AM »

การทดสอบเครื่องประดับทอง

วิธีทดสอบ
ง่ายๆ ดังนี้

1. ทดสอบความเป็นแม่เหล็ก หาซื้อแม่เหล็กรูปเกือกม้ามา 1 อัน ทดสอบดูว่าเครื่องประดับนั้นดูดติด กับแม่เหล็กหรือไม่ ถ้าเป็นทองจะไม่ดูดแม่เหล็ก แต่ถ้าเป็นโลหะ อื่น เช่น เหล็กสเตนเลส หรือเงินชุบ ทองนั้นจะดูดติดกับแม่เหล็ก

2. ทดสอบความหนัก วางชิ้นเครื่องประดับลงในอุ้งมือ โยนขึ้น-ลงเบาๆ สังเกตด้วยความรู้สึกว่ามัน เบาผิดปกติหรือไม่ วิธีนี้อาจทำเทียบกับเครื่องประดับที่เรารู้ว่า เป็นทองแท้ จะตรวจสอบได้ง่ายขึ้น บางกรณีชิ้นงานอาจจะกลวง ทำให้ดู เหมือนว่ามันเบาผิดปกติได้เหมือนกัน

3. ทดสอบความถ่วงจำเพาะ วิธีนี้ต้องใช้เครื่องชั้งและใช้การคำนวณช่วยนิดหน่อย ขั้นแรกเราชั่ง น้ำหนักชิ้นงานในอากาศ ขั้นที่สองชั้งน้ำหนักชิ้นงานในน้ำ
แล้วแทนค่าสูตรว่า ความถ่วงจำเพาะ= นน. วัตถุในอากาศ/(นน. วัตถุในอากาศ-นน. วัตถุในน้ำ)

ค่าที่ได้จะบ่งบอกความบริสุทธิ์ของทองที่ได้ และยังสามารถบอกได้ว่า โลหะที่ใช้ทำชิ้นงานนั้นเป็นโลหะอะไร โดยดูจากค่าที่เราทราบแล้วดังต่อไปนี้



ถ้าหากเครื่องประดับมีพลอยอยู่ด้วย จะใช้วิธีนี้ไม่ได้

4. สังเกตตรากะรัต ใช้เลนส์ขยายส่องดูตรากะรัตประทับอยู่ส่วนใดส่วนหนึ่งของเครื่องประดับ ค่านี้จะเชื่อถือได้หรือ ไม่ขึ้นอยู่กับร้านค้าที่ซื้อมาว่า เป็นร้านที่มีการรับรองคุณภาพหรือเปล่า

5. สังเกตเครื่องหมายการค้า ตรวจดูเครื่องหมายการค้าที่อาจประทับอยู่ใกล้ๆกับตรากะรัต หากเป็นบริษัทที่เชื่อถือได้ แสดงว่น้ำหนักกะรัตนั้นตรงต่อความเป็นจริง ปัญหาอยู่ที่ว่าเครื่องหมายเหล่านี้ปลอมง่ายเสียด้วย

6. สังเกตสี เครื่องประดับทองควรมีสีเหลืองทอง ไม่ใช่เหลืองแบบทองเหลือง หรือทองแดง นอกจากสีแล้ว ให้สังเกต ความสม่ำเสมอของสีตามจุดต่างๆ ของตัวเรือนด้วย โดยเฉพาะบริเวณที่มีการโค้งงอ หากเป็นโลหะอื่นชุบทอง บริเวณโค้ง งอนี้จะมีโอกาสที่ทองหลุดลอกออกได้มากกว่าแห่งอื่น ทำให้เห็นสีของผิวโลหะชั้นในได้ง่าย บางทีอาจต้องใช้ตะไบถูผิวของชิ้นงานออกไปแล้วดูว่าสีของโลหะชั้นในต่างกับชั้นนอกหรือเปล่า
   
7. สังเกตความประณีตในการฝังพลอย หากเครื่องประดับมีพลอยฝังอยู่ ให้ดูว่าการฝังพลอยนั้นมีความประณีตแค่ไหน หากแปะกาวติดไว้เฉยๆ หรือเข้าตัวเรือน โดยมีโลหะหุ้มปิดด้านหลังจนทึบ แสดงว่าพลอยนั้นเป็นพลอยปลอม และตัวเรือนก็ไม่ใช่ทองแท้ หากเป็นพลอยจริงเวลาเข้าตัวเรือนด้านหลังจะเปิดโล่ง เห็นก้น พลอยชัดเจน ซึ่งจะช่วยให้พลอยส่งประกายแวววาว

8. สังเกตราคา ทองเป็นของไม่บูด ไม่เสีย ราคาไม่ตก เก็บไว้นานเท่าใดก็ได้ ไม่มีประโยชน์อันใดที่จะต้องนำมา
ขายลดราคา ถ้าคุณไปช้อปปิ้งแล้วเจอร้านทอง ลดราคาสะบั้นหั่นแหลก แปลว่านั่นก็คือ ทองกะรัตต่ำหรือทองชุบ

9. ใช้กรด วิธีมาตรฐานที่ใช้ทดสอบทองอาศัยหลักที่ว่า ทองจะไม่ทำปฏิกิยากับกรดไนตริก แต่จะทำปฏิกิริยากับกรดกัดทอง ซึ่งเป็นสารผสมของกรดไนตริก กับกรดไฮโดรคลอริก การทดสอบวิธีนี้ให้ผลที่มีความเชื่อถือได้มากกว่าวิธีที่ 1-8

อุปกรณ์จำเป็นในการทดสอบวิธีนี้คือ น้ำยากรดสำหรับทดสอบทอง 14 K 1 ขวด ถุงมือยาง สำหรับตัวคุณเองเพื่อป้องกันกรดกัดผิวหนัง ผ้าสะอาด 1 ผืน น้ำสะอาด 1 ถัง เบคกิ้งโซดา 1 ขวด ไอกรดมีฤทธิ์กัดกร่อนไม่ควรสูดดมหรือให้เข้าตา เวลาทดสอบจึงต้องทำในที่โล่ง อากาศ ถ่ายเทได้สะดวก

สวมถุงมือยาง นำเครื่องประดับมาวางบนโต๊ะ โดยมีภาชนะแก้วรองรับ หยดน้ำยาลงไปบน เครื่องประดับ 1 หยด สังเกตอย่างระมัดระวังว่ามีฟองก๊าซเกิดขึ้นหรือไม่ ถ้าไม่มีแสดงว่า ผิวหน้านั้นเป็นทอง (แต่ไม่ได้หมายแปลว่าโลหะข้างในจะเป็นทองไปด้วย) ถ้ามีฟองก๊าซ
แสดง ว่าโลหะนั้นไม่ใช่ทอง

ถ้าเครื่องประดับเป็นทองต่ำกว่า 10 K จะเกิดรอยสีน้ำตาลขึ้นตรงที่โดนกรด

น้ำยาทดสอบ ทอง 14 K จะให้ผลกับโลหะต่างๆ ดังนี้

ทอง 18 K หรือมากกว่า - ไม่มีการเปลี่ยนแปลง

ทอง 14 K  - ไม่มีการเปลี่ยนแปลงหรือมีรอยสีน้ำตาลจาง

ทอง 10 K -   เกิดรอยสีน้ำตาล
   
ทองต่ำกว่า 10 K -   เกิดรอยสีน้ำตาล หรือสีเขียว

ทองแดง, นิเกิล, ทองเหลือง -  เปลี่ยนเป็นสีเขียว

เพื่อความมั่นใจว่า เครื่องประดับนั้นไม่ใช่โลหะอื่นชุบทอง ให้ใช้ตะไบถูเอาผิวหน้าชิ้นงานออกเล็กน้อย แล้วหยดน้ำยาลงไปอีกครั้ง สังเกตการเปลี่ยนแปลง หากเครื่องประดับนั้นเป็นเงินสเตอร์ลิง ชุบทอง
(มีเงิน 92.5%, ทองแดง 7.5%) น้ำยาจะเปลี่ยนเป็นสีเขียว

หลังจากทดสอบแล้ว ให้ล้างเครื่องประดับในแก้วที่บรรจุน้ำสะอาดผสมกับเบคกิ้งโซดา 2 ช้อนโต๊ะ ล้างน้ำสะอาดธรรมดาอีกครั้ง เช็ดให้แห้งแล้วจึงเก็บ

ถ้าคุณอยากรู้ว่า เครื่องประดับเป็นทอง 18 K หรือ 24 K ให้นำไปให้ช่างทองทดสอบจะดีกว่า เพราะวิธีการจะค่อนข้างยุ่งยากและต้องการความชำนาญพอสมควรในการสังเกต
บันทึกการเข้า
dejung
Super Member
**

จิตพิสัย 17
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1976



« ตอบ #17 เมื่อ: มกราคม 10, 2010, 01:24:06 AM »

การดูแลเครื่องทอง

ในบรรดาสิ่งต่อไปนี้ คุณคิดว่าอะไรถูกขูดขีดได้ง่ายที่สุด

- กระจก

- เปลือกหอย

- ทองบริสุทธิ์

- เงินบริสุทธิ์

คำตอบก็คือ ทองบริสุทธิ์ กระจกมีความแข็งมากว่าทองบริสุทธิ์ประมาณ 100 เท่า เปลือกหอยแข็งกว่า ทอง 3-4 เท่า เงินบริสุทธิ์จะแข็งกว่าทองเล็กน้อย เวลาเก็บเครื่องประดับที่ทำด้วยทอง ควรหุ้มด้วย สำลีหรือผ้านิ่มๆ ห่อแยกแต่ละชิ้น อย่านำมากองรวมๆ กัน ยิ่งทองกะรัตสูงจะยิ่งถูกขูดขีดได้ง่าย
   
การทำความสะอาดตัวเรือนที่ทำด้วยทอง อย่าใช้แปรงปัด เพราะขนแปรงจะขูดขีดผิวหน้า ทองเปอร์เซนต์สูงได้ ให้ใช้ผ้านุ่มๆ เช็ดฝุ่นละอองออก วิธีที่ดีที่สุด คือ แช่ลงในน้ำอุ่นที่ผสม กับน้ำยา ซักล้างอย่างอ่อน อย่านำไปต้มเป็นอันขาด เพราะหากมีพลอยอยู่ด้วย อาจทำให้พลอยร้าว หรือกรณีพลอยย้อมสีอาจทำให้สี ซีดจางได้

บางคนใช้น้ำยาแอมโมเนีย ซึ่งไม่ทำอันตรายต่อทอง แต่ต้องระวังเพราะแอมโมเนียจะทำลาย ผิวของไข่มุก หากเครื่องประดับของคุณมีมุกอยู่ด้วยห้ามใช้ แอมโมเนีย

อย่าใช้ยาสีฟันทำความสะอาดทอง เพราะในยาสีฟันมีผงขัดซึ่งค่อนข้างแข็ง จะขูดขีดผิวทอง และพลอยเนื้ออ่อนได้

ทองส่วนใหญ่ที่ใช้ทำเครื่องประดับ ไม่ใช่ทองแท้ 100% สารเคมีหลายชนิด อาจทำให้ เครื่องประดับนั้นสึกกร่อนหรือเปลี่ยนสี สารเคมีที่เราต้องระวังได้แก่

1. คลอรีน เป็นสารมีฤทธิ์กัดกร่อนค่อนข้างสูง อาจละลายผิวของโลหะ หรือทำให้หนามเตย ที่เกาะเกี่ยวพลอยคลายออก หรือบริเวณตัวเรือนหัก หรือแหว่ง อย่าใส่เครื่องประดับทำด้วย ทองลงว่ายน้ำในสระน้ำ หรือแช่อ่างน้ำวนแบบจาคูชชี่ อย่าจุ่มเครื่องประดับลงในภาชนะที่มี น้ำยาฟอกสี เช่น น้ำยาไฮโปซึ่งใช้กับเครื่องซักผ้า

2. โลชั่นและเครื่องสำอาง ทำให้เกิดชั้นไขมันคลุมผิวหน้าของเครื่องประดับทำด้วยทอง ความแวววาวของมันลดลง ยิ่งกะรัตต่ำจะยิ่งเห็นชัด เวลาแต่งตัว ให้แต่งหน้าฉีดสเปร์ย ผมเสร็จเรียบร้อยก่อนแล้วจึงสวมเครื่องประดับทีหลังสุด

3. น้ำยาดัดผม ทำให้ทอง 10 K หรือบริเวณรอยเชื่อมของตัวเรือนที่บัดกรีโดยใช้ทองเกรดต่ำ เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเข้ม หรือดำ

4. ยาบางชนิด อาจซึมออกมากับเหงื่อ เวลาสวมเครื่องประดับทำจากทองเปอร์เซนต์ต่ำ จะทำให้เกิดคราบสีดำบนผิวหนัง

ข้อควรปฏิบัติเมื่อคุณเป็นเจ้าของเครื่องทอง

1. อย่าสวมเครื่องประดับทำด้วยทองเวลาเล่นกีฬาที่ต้องมีการปะทะกับผู้อื่น หรือทำงานหนัก เช่น ทำสวน ซ่อมอุปกรณ์ กิจกรรมเหล่านี้อาจทำให้ตัวเรือน และพลอยเสียหายได้

2. อย่าถอดเครื่องประดับออกเวลาเข้าห้องน้ำ ล้างมือล้างหน้า หากถอดวางไว้ใกล้อ่างล้างมือ ต้องแน่ใจว่าคุณปิดจุกตรงท่อระบายน้ำแล้ว หรือวางของไว้ในภาชนะที่มีฝาปิดมิดชิด

3. ทำความสะอาดเครื่องประดับอย่างสม่ำเสมอ โดยใช้น้ำยาอ่อนๆ เพื่อหลีกเลี่ยง การใช้น้ำยา แรงๆ เพื่อทำลายสิ่งสกปรกที่หมักหมมอยู่บนเครื่องประดับของคุณมาเป็นเวลานาน

4. นานๆ ครั้งให้สำรวจว่าพลอยของคุณยึดกับตัวเรือนแน่นหนาดีหรือไม่ นำมาเขย่าใกล้ๆ หู หากได้ยินเสียงขลุกขลักเหมือนมีอะไรกระทบกัน ให้นำไปให้ช่างซ่อมแซมทันที

5. อย่าให้เครื่องประดับของคุณอยู่ในที่ทีมีการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิอย่างกะทันหัน เช่นสวม เครื่องประดับเข้าห้องอบไอน้ำ หรือแช่น้ำร้อนในอ่างจาคูชชี่ แล้วออกมาอาบน้ำเย็นในทันที อาจทำให้พลอยและตัวเรือนแตกร้าวได้

6. ถ่ายรูปเครื่องประดับของคุณตลอดจนรายละเอียดของเครื่องประดับชิ้นนั้นๆ เอาไว้เวลาหาย หรือถูกขโมย จะติดตามกลับคืนได้ง่ายขึ้น

7. นำเครื่องประดับของคุณไปเช็กกับช่างเจ้าประจำที่ไว้ใจได้อย่างน้อยปีละครั้ง เพื่อตรวจ ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ดูแลกันอย่างนี้แล้ว รับรองเครื่องทองของคุณจะสวยไปตลอดกาล
บันทึกการเข้า
dejung
Super Member
**

จิตพิสัย 17
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1976



« ตอบ #18 เมื่อ: มกราคม 10, 2010, 01:25:06 AM »

ทองคำแท่งนานาชาติ

ส่วนใหญ่เรามักจะคุ้นหน้าคุ้นตากับทองคำในรูปแบบของเครื่องประดับอันสวยงาม และทองคำแท่งในภาพลักษณ์ ที่หลายคนรู้จักและมักเห็นแต่เพียง รูปแท่งสี่เหลี่ยมผืนผ้า แต่จะมีสักกี่คนที่เคยพบเห็นทองคำแท่งในรูปลักษณ์ที่ แตกต่างกันออกไปอีก

ก้อนทองคำ (Gold Nugget)    เป็นก้อนแร่ทองคำที่พบได้ตามธรรมชาติในลักษณะที่ คล้ายก้อนหิน การพบก้อนทองคำแบบนี้ได้จุดชนวนให้เกิดยุคตื่นทองถึง 4 ครั้ง ในช่วง  ศตวรรษที่ 19 เริ่มตั้งแต่ในช่วงทศวรรษที่ 1840 ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ในทศวรรษที่ 1850 ที่ประเทศออสเตรเลีย ในทศวรรษที่ 1880 ที่แอฟริกาใต้ และในทศวรรษที่1890 ที่ประเทศแคนาดา ซึ่งปัจจุบันแหล่งผลิตทองคำยังคงมาจากทั้ง 4 ประเทศนี้เป็นหลัก และยังมีที่ผลิตจากสหภาพโซเวียตอีกด้วย แหล่งที่พบทองคำในลักษณะนี้มากที่สุด คือ ประเทศแอฟริกาใต้และมีการพบก้อน ทองคำก้อนใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ที่มีการ บันทิกไว้อย่างเป็นทางการเรียกชื่อว่า "เวลคัม สเตรนเจอร์" ขุดพบที่ประเทศออสเตรเลีย ในปี พ.ศ. 2401 มีน้ำหนักถึง 2282 ออนซ์ (71 กิโลกรัม)

ทองคำแท่งกิโล (Kilobars)  ทองคำแท่งกิโลจะเป็นทองคำแท่งขนาดเล็กที่มีการซื้อขาย มากที่สุดในโลก   ทองคำประเภทนี้   เป็นที่นิยมในบรรดานักลงทุน   และนักลอกเลียนแบบ เนื่องจากทองคำแท่งกิโลเหล่านี้จะถูกซื้อขายกันที่ระดับราคาต่ำมาก   จากมูลค่าจริงของ ส่วนประกอบทองคำ   ในขณะที่ทองคำแท่งกิโลส่วนใหญ่จะมีรูปร่างตามแบบฉบับสากล แต่รูปทรงดั้งเดิมที่เสมือน "ก้อนอิฐ" ยังคงเป็นที่นิยมของนักลงทุนและนักเลียนแบบบาง คนในยุโรปอยู่

ทองคำแท่ง "บิสกิต" : "Biscuit" Bars
ทองคำแท่ง"บิสกิต" ขนาดน้ำหนัก 5 เทล (6 ออนซ์หรือ 187 กรัม) จะเป็นที่ นิยมมากที่สุด "บิสกิต" 5 เทลที่ผลิตในฮ่องกง ได้รับรองจากสมาคมผู้ค้าทอง และเงินของจีน (Chinese Gold & Silver Exchange Society) ซึ่งก่อ ตั้งขึ้นในปีพ.ศ. 2453 มีการซื้อขายกันในปริมาณที่สูง

ทองคำแท่ง "เรือ" : "Boat" Bars
ทองคำแท่ง "เรือ" มีขนาดน้ำหนักตั้งแต่ 0.5 เทลถึง 10 เทล รูปทรง "เรือ" แบบดั้งเดิมนี้เป็นที่รู้จักกันว่า   มักใช้สำหรับเป็นเหรียญเงินและเหรียญอื่นๆ ของจีน ย้อนหลังกลับไปนานถึงช่วงราชวงศ์ฮั่น (พ.ศ. 337-พ.ศ. 763) การที่ สร้างรูปแบบเป็นทองคำแท่งเทลทั้ง   3  ลักษณะนี้ เนื่องจากเป็นรูปแบบที่ยอม รับกันทั่วโลก   แต่ในขณะเดียวกันทองแท่งทั้ง   3  รูปแบบนี้ เป็นการเลียนแบบ เหรียญโบราณของจีนสำหรับอักษร   หรือเครื่องหมายที่ปรากฎอยู่ด้านบนของ ทองคำแท่งเทลทั้ง 3 ลักษณะนี้ ก็คือชื่อของบริษัทที่ผลิตนั่นเอง

ทองคำแท่ง "โดนัท" : "Doughnut" Bars
ทองคำแท่ง "โดนัท" มีให้เลือกในขนาดเล็ก 3 ขนาดคือ 0.5, 1 และ 2 เทล รูปทรงแบบโดนัท นั้น เป็นรูปทรงดั้งเดิมของจีนที่ใช้เหรียญต่างๆ รูตรงกลางนั้นทำให้สามารถเก็บเรียงทองคำ แท่งหลายชิ้นซ้อนๆ กันได้บนแท่งไม้ และผูกเข้าไว้ด้วยกันอย่างแน่นหนาด้วยเชือก

ทองคำแท่ง "เหรียญคู่" : "Twincoin" Bars
บริษัท ยูหลงกิมกี่ จำกัด ประเทศไทย เป็นบริษัทแรกที่ผลิตทองคำแท่งหล่อที่มีลวด ลายประดับประดา และมีน้ำหนักจำเพาะโดยผลิตขึ้นในปี 2535 ใช้วิธีฉีดทองคำเข้า ไปในพิมพ์ปิดภายใต้ความดัน ซึ่งเทคนิคการผลิตนี้ อาจจะถูกเลียนแบบโดยผู้ผลิต ทองคำอื่นๆ ทั่วโลกได้ เพราะทองคำแท่ง "เหรียญคู่" นี้สามารถทำขึ้นให้มีน้ำหนัก เฉพาะในรูปทรงใดก็ได้   ทำได้ในปริมาณมาก    และมีต้นทุนต่ำ   รูปแบบของเหรียญ คู่เป็นการยึดถือตามปรัชญาความเชื่อจีน   และเลียนแบบจากเหรียญมงคลของจีนที่มี ความเชื่อว่า "เหรียญคล้องเหรียญ เงินทองไม่ขาดมือ"

ทองคำแท่งโทลา :Tola Bars
โทลา เป็นหน่วยน้ำหนักของอินเดีย ขนาดน้ำหนักที่นิยมมากที่สุดคือ ทองคำแท่งหล่อหนัก 10 โทลาซึ่งเทียบเท่ากับ  3.75   ออนซ์  หรือ  116.64  กรัม   ทองคำโทลาส่วนมากจะผลิตจาก ประเทศในยุโรป แต่มีการซื้อขายกันอย่างกว้างขวางในประเทศอินเดีย ปากีสถาน และสิงคโปร์ ทองคำแท่งโทลามีลักษณะเด่นอยู่ 2 ประการ คือจะมีขอบที่เรียบกลมมน และมีขนาดพอเหมาะ ที่จะลักลอบนำเข้าโดยผิดกฎหมายได้ง่าย โดยสามารถซ่อนไว้ในร่างกายของคนที่ลักลอบนำเข้า ได้ ทองคำเหล่านี้จะไม่มีหมายเลขประจำบบ่งบอกไว้บนเนื้อทอง

ทองคำแท่ง "เทซาบิ" : "Tezabi" Bars
เป็นทองคำแท่ง ที่ใช้กรรมวิธีการผลิตแบบดั้งเดิมที่มีมานานกว่า   2,000  ปี  ในประเทศ ปากีสถาน   และอินเดียบางส่วน   การผลิตจะเป็นกระบวนการผลิตทองคำในครัวเรือนนับพันๆ ครัวเรือน โดย การนำทองคำมาหลอมในถ้วยเผา   กรรมวิธีดังกล่าวทำให้ทองคำแท่งประเภทนี้ ไม่มีขนาดและ   น้ำหนักที่แน่นอน   ลวดลายที่เห็นบนชิ้นทองเป็นลวดลายที่เกิดจากการประทับ ตราของผู้ผลิต ซึ่งจะสังเกตเห็นถึงความไม่ประณีต ทองคำแท่ง "เทซาบิ" จะละม้ายคล้ายคลึง กับเหรียญทองคำ รุ่นแรกสุดที่รู้จักกัน   ซึ่งทำขึ้นโดยกษัตริย์ลิเดียนแห่งเอเชียไมเนอร์ในช่วง ศตวรรษที่ 7

ทองคำแท่ง "โฮโลแกรม" 3 มิติ : "Hologram" Bars
ผลิตโดยบริษัท แพ็มพ์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เป็นผู้บุกเบิกโดยริเริ่มจากความคิดที่จะใส่สีสัน ลวดลายบนทอง นิยมทำออกมาเป็นจี้ทองเพื่อใส่เป็นเครื่องประดับ ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย ในประเทศแถบตะวันออกกลาง และปัจจุบันมีจำหน่ายในตลาดทองใหญ่ๆ ทั่วโลก ในเอเชียสามารถ หาซื้อได้ในฮ่องกง   สำหรับราคานั้นจะขึ้นอยู่กับขนาดและน้ำหนักทองที่ใช้ทำ   เสน่ห์ของทองคำ แท่งโฮโลแกรม   3  มิติ  คือ เป็นการผลิตทองด้วยกรรมวิธีที่สลับซับซ้อน มีสีสันสวยงาม และลวด ลาย ที่ออกแบบอย่างวิจิตรบรรจง และสิ่งสำคัญคือสีสันของทองจะเปลี่ยนไปตามมุมมองของแสง ที่ส่องมากระทบอีกด้วย

ทองคำแท่ง "สายรุ้ง" : "Rainbow" Bars
บริษัท มิตซูบิชิ ปรเทศญี่ปุ่น เป็นผู้ผลิตรายแรก ในปี 2536 โดยทดลองทำขึ้นมาหลาย ลวดลาย   อาทิเช่น  สายรุ้ง  ลายไม้   ลายผ้า  และลายจุด   ความสวยงามของทองแท่ง "สายรุ้ง" คือ แถบสีต่างๆ ในก้อนทอง อันเกิดจากกระบวนการผลิตที่รวมเอาระดับสี ต่างๆ ของทองต่างกะรัตไว้ด้วยกัน ทองแท่งสายรุ้งแต่ละชิ้นจะมีน้ำหนัก 10 กรัม ทองคำแท่งชนิดนี้มีค่าความบริสุทธิ์ 75% (18 กะรัต) ปัจจุบันยังไม่มีการวางจำหน่าย

ทองคำแท่ง "หยิน-หยาง" : "Yin-Yan" Bars
บริษัท อิชิฟูกุ ประเทศญี่ปุ่นเป็นผู้ผลิตขึ้นในปี 2536 เป็นทองคำแท่งที่ผลิตขึ้นเพื่อการเก็บสะสม จึงมีการทำในรูปทรงที่แปลกตา รูปทรงทองคำแท่ง "หยิน-หยาง" มาจากแนวความคิดของนิกาย เซน อันหมายถึง "ความกลมกลืนของสิ่งที่ตรงข้ามกัน" แต่ละชิ้นจะมีน้ำหนัก 300 กรัม 2 ชิ้นรวม 600 กรัม มีราคาถึง 6,000 ดอลลาร์ หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 150,000 บาท ทำด้วยทองที่ มีความสุกสว่างของสีทองอย่างทองคำมากเพราะเป็นทองคำแท่งบริสุทธิ์ 99.99% หรือที่เรียกว่า Four Nine

ทองคำแท่ง "โคบัน" : "Koban" Bars
ผลิตโดยบริษัท โทคุริกิ ฮอนเทน ประเทศญี่ปุ่น ขนาดที่ผลิตมีตั้งแต่ 5-50 กรัม ผลิตขึ้นตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษ 1960 รูปทรงของทองคำแท่ง "โคบัน"   นั้นเป็น การทำขึ้นเพื่อระลึกถึง รูปทรงวงรีของเหรียญทองคำดั้งเดิมของญี่ปุ่นที่ใช้กันอยู่ ในช่วงศตวรรษที่ 16 ถึง 19

บัตรทองคำ : Fine Gold Cards
นามบัตรทองคำนี้ได้รับการบุกเบิกโดย บริษัท มิตซูบิชิ ประเทศญี่ปุ่น ในช่วงกลาง ทศวรรษ 1980 และเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายในประเทศญี่ปุ่น สามารถพิมพ์ลวด ลายหลากสีลงบนพื้นผิวที่ราบเรียบของบัตรทองได้อย่างสวยงาม หลากหลายรูปแบบ และสีสัน การผลิตบัตรทองคำนี้ แม้จะมีการผลิตเป็นบัตรขนาดน้ำหนัก 1,000 กรัมได้ แต่ขนาดที่ได้รับความนิยม คือ ขนาดน้ำหนัก 1 กรัม


หน้าตาทองคำแท่งที่กล่าวมาทั้งหมด  Cheesy

บันทึกการเข้า
dejung
Super Member
**

จิตพิสัย 17
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1976



« ตอบ #19 เมื่อ: มกราคม 10, 2010, 01:32:57 AM »

ความเชื่อเรื่องทองคำ


นับว่าเป็นเรื่องที่น่าแปลกใจ และน่าศึกษาเป็นอย่างยิ่ง ถึงการริเริ่มนำทองคำมาใช้ในยุคแรกๆ ของมนุษย์เรา
ตามหลักฐานที่ปรากฎอยู่บอกให้รู้ว่าการขุดพบทองคำขึ้นมาใช้ของมนุษย์นั้น มีมานานกว่า 6,000 ปีมาแล้ว
ทั้งๆ ที่ มนุษย์ต่างเชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ และภาษา จะอาศัยกระจัดกระจายอยู่ในที่ต่างๆ กันทั่วทุกมุมโลกและยังไม่มี
การติดต่อสื่อสารถึงกันแต่อย่างใด แต่มนุษย์ก็รู้จักแสวงหาทองคำมาใช้ด้วยจุดประสงค์ที่คล้ายกัน เช่น นำมาทำเป็น
เครื่องประดับร่างกาย เพื่อความสวยงาม และแสดงฐานะให้สูงค่าในสังคม หรือนำมาสร้างสิ่งแทนที่เชื่อกันว่าสูงค่าควร
แก่การเคารพบูชา เทวะ และพระพุทธบูชา เป็นต้น

ตามหลักฐานที่มีอยู่พอจะยืนยันได้ว่า เริ่มแรกสุดของการค้นพบทองคำนั้น เริ่มต้นที่แถบเอเชียตะวันตก
ในดินแดนเมโสโปเตเมีย อียิปต์ หรือดินแดนบริเวณ ใกล้เคียงแถบนั้น  กล่าวคือมีการพบเครื่องเป่าลมที่ใช้
เพื่อการหลอมละลายโลหะที่เป็นทองคำ ซึ่งในสมัยนั้นอียิปต์ถือได้ว่าเป็นชาติที่รู้จักนำเอาทองคำมาใช้ อย่างแพร่หลายที่สุด
เช่น หลอมทองคำเป็นแท่งเพื่อใช้เป็นสิ่งแทนในการชำระหนี้ และใช้สร้างเป็นสิ่งของเครื่องใช้สำหรับกษัตริย์

ชาวอียิปต์โบราณมีการนำเอาทองคำบริสุทธิ์ มาสร้างเป็นโลงใส่พระศพของกษัตริย์และเชื้อพระวงศ์ชั้นสูงด้วย
โดยมีความเชื่อว่านอกจากกระบวนการรักษาศพไม่ให้เน่าเปื่อยด้วยการทำมัมมี่ ตามที่รู้จักกันดีนั้น ทองคำก็มีส่วนช่วยให้ศพ
อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ได้อย่างดีอีกด้วย  ซึ่งเป็นความเชื่อของชาวอียิปต์โบราณที่แม้แต่วิทยาศาสตร์ในปัจจุบันก็ยังไม่สามารถ
พิสูจน์ให้เห็นจริงได้ว่าโลงทองคำนั้นช่วยในการรักษาสภาพศพได้หรือไม่อย่างไร  แม้ว่าการกระทำมัมมี่นั้นกระบวนการทาง
วิทยาศาสตร์จะไม่อาจพิสูจน์หรือทำได้ก็ตามแต่ความเป็นจริงที่ค้นพบกันก็คือการทำมัมมี่เป็นการรักษาศพ
ไม่ให้เน่าเปื่อยได้จริง ศพมัมมี่ยังคงมีสภาพของความเป็นคนที่สมบูรณ์มาก คือ มีทั้งเส้นเอ็น เส้นผม เล็บและขน ยังคงสภาพอยู่ได้ แม้ว่าจะล่วงเลยมานับพันปีแล้วก็ตาม

ส่วนโลงทองคำจะมีส่วนในการช่วยรักษาสภาพศพให้อยู่สมบูรณ์ได้หรือไม่นั้น ยังไม่มีข้อพิสูจน์ที่สามารถยืนยัน
ได้อย่างแน่ชัด แต่ก็เป็นที่น่าสังเกตว่าศพมัมมี่ ที่ค้นพบจะต้องบรรจุไว้ในโลงทองคำเท่านั้น ซึ่งเหตุผลนี้ชาวอียิปต์โบราณ
อาจรู้ถึงคุณสมบัติพิเศษของทองคำ เช่นเดียวกับที่รู้วิธีการรักษาศพด้วยการทำมัมมี่ก็เป็นได้  แต่โดยที่ชาวอียิปต์ไม่ได้ทิ้ง
สูตรไว้ให้ตกทอดมาถึงยุคปัจจุบัน ทำให้ไม่มีใครสามารถล่วงรู้วิธีการนั้น เช่นเดียวกับที่ไม่มีใครรู้ได้ว่าทำไมต้องใช้โลง
ทองคำใส่ศพมัมมี่และมีส่วนในการรักษาสภาพศพหรือไม่อย่างไร นอกจากชาวอียิปต์โบราณเท่านั้นที่รู้

หลังจากสิ้นสุดอารยธรรมแห่งยุคอียิปต์แล้ว ก็เป็นยุคของอาณาจักรโรมันที่มีบทบาทในเรื่องทองคำสืบต่อมาจากยุคนั้น
มีหลักฐานปรากฎให้รู้ว่าทั่วทุกมุมโลกมีเรื่องที่เกี่ยวข้องกับทองคำเกิดขึ้นทั่วไป  ทั้งในทวีปเอเชีย อเมริกา ยุโรป  แม้แต่
ทวีปแอฟริกาซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าเป็นดินแดนที่มีความเจริญล้าหลังสุด ก็ยังพบว่าชาวพื้นเมืองเผ่าต่างๆ มีการนำทองคำ
มาใช้ทำเครื่องประดับร่างกายเป็นจำนวนมาก และตำนานความเชื่อที่พิสดารเกี่ยวกับทองคำ จึงเกิดขึ้นทั่วทุกมุมโลก

ชาวแอชเท็ค ชนชาติโบราณที่อาศัยอยู่ในแถบอเมริกาใต้ มีความเชื่อว่าทองคำ คือหยาดเหงื่อของสุริยเทพ ด้วยที่ทองคำ
มีสีเหลืองที่สุกสว่างแวววาวดังแสงตะวัน ส่วนชาวจีนนั้น นอกจากจะนำทองคำมาทำเป็นเครื่องประดับที่สูงค่าแล้วยังมี
ความเชื่อเป็นแรงบันดาลใจให้มีการกินทองคำอีกด้วยโดยเชื่อว่าจะให้ผลดีอย่างมากต่อสุขภาพ แต่จนทุกวันนี้ก็ยังไม่มี
การรับรองยืนยันจากบรรดานักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายว่า การกินทองคำจะให้ประโยชน์ต่อสุขภาพหรือไม่

ความเชื่อในเรื่องเร้นลับเกี่ยวกับทองคำที่ไม่อาจพิสูจน์ได้นั้น ยังคงเกิดขึ้นในที่ต่างๆ ของโลกอยู่เสมอแม้ในทุกวันนี้ก็ตาม
เช่นในประเทศญี่ปุ่นที่โรงแรมแห่งหนึ่งบนแหลมอิชุ เมื่อเจ้าของโรงแรมแห่งนี้เกิดความคิดเฉียบแหลมขึ้นมาจึงได้สร้าง
อ่างอาบน้ำรูปนกฟินิกซ์ทำด้วยทองคำแท้ทั้งอ่างรวมน้ำหนัก   313.5  ปอนด์   แล้วโฆษณาอ้างความเชื่อที่ว่าใครก็ตามที่
ได้อาบน้ำ  แช่น้ำในอ่างทองคำสักครั้งแล้วจะมีอายุยืนเพิ่มขึ้นอีก   1  ปี  โดยที่เจ้าของโรงแรมหัวใสรายนี้ได้ตั้งราคา
คิดค่าลงแช่ตัวในอ่างทองคำที่สร้างขึ้นนั้นในราคาประมาณ   200  บาทไทย  ต่อ  2  นาที จนถึงปัจจุบันนี้เป็นเวลานานกว่า 20 ปีแล้วที่เจ้าของโรงแรมทำเงินได้ไม่รู้เท่าไรต่อเท่าไร เพราะความเชื่อเกี่ยวกับทองคำของคนเรานั่นเอง

ความเชื่อที่เกี่ยวกับเรื่องทองคำนั้นบางครั้งได้กลายเป็นตำนานเรื่องเล่า ที่ตื่นเต้นท้าทายเราๆ  ท่านๆ ได้อย่างดีทีเดียว
อย่างพวกนวนิยายหรือภาพยนตร์ที่มีเนื้อเรื่องเกี่ยวกับการตามล่าหาทองคำ มักได้รับการตอบสนองอย่างดีจากผู้อ่าน
หรือแฟนภาพยนตร์หรือบางครั้งถ้ามีข่าวที่ส่อเค้าทำท่าว่าเป็นเรื่องจริงก็จะมีผู้คนพากันให้ความสนใจเป็นพิเศษ
จนบางครั้งถึงกับเรียกได้ว่าตื่นทองกันเลยทีเดียว    
   
ตัวอย่างเช่นเรื่องที่เกิดขึ้นที่เมืองมันนี่พิท (Money Pit) บนเกาะโอคไอร์แลนด์ในปี พ.ศ. 1795 เมื่อมีเด็กชาย 3 คน
มาเที่ยวที่เกาะแห่งนี้และบังเอิญไปพบต้นโอคใหญ่ต้นหนึ่งมีเชือกผูกอยู่บนกิ่งไม้ที่หักและที่โคนต้นยังมีร่องรอยหลุมพูนดิน
เหมือนมีคนขุดแล้วกลบดินเอาไว้ ทำให้พวกเด็กๆ เกิดความอยากรู้อยากเห็น จึงช่วยกันขุดหลุมเพื่อจะดูให้หายสงสัย
แต่ก็ต้องขุดกันลึกมากร่วม 10 ฟุต ก็พบแผ่นไม้ฝังปิดอยู่อีกและหลังจากพยายามขุดกันอยู่อีกนานไม่พบอะไร เด็กทั้ง 3
จึงเลิกล้มความพยายามและพากันกลับไป

แต่เหตุการณ์นั้นทำให้กลายเป็นเรื่องลือกันว่า หลุมนั้นเป็นที่ซ่อนขุมทองของพวกโจรสลัด เท่านั้นเองก็มีผู้คนแห่กันไปขุด
ทั้งเป็นรายตัวและรวมตัวกันเป็นบริษัทจัดหาเครื่องมือมาขุดกันเป็นใหญ่ทีเดียวแต่เมื่อขุดลงไปได้ลึกประมาณ 400 ฟุต
ก็เกิดน้ำทะเลพุ่งทะลุขึ้นมาอย่างแรง สร้างความเสียหายอย่างมากมายถึงกับมีการเสียชีวิตเกิดขึ้นด้วย หลายๆ คนอาจนึกสงสัยแล้วว่าพวกนั้นไปขุดกันทำไม แต่ถ้าไม่มีมูลเหตุล่อใจก็คงไม่มีใครไปขุดกันแน่ เพราะบรรดาผู้ที่พากันไปขุดหลุมนั้น
บางคณะโชคดีได้พบเหรียญทองคำจำนวนไม่น้อยเมื่อนำไปขายกลายเป็นของเก่าล้ำค่า ได้เงินจำนวนมากทีเดียว
แถมบางพวกก็พบเครื่องทองแบบอื่นอีกมาก อยู่กระจัดกระจายในระดับต่างๆ ของหลุมที่ขุดลงไปแสดงให้เป็นว่า
หลุมที่เด็กทั้ง 3 คนไปพบนั้นไม่ธรรมดาเสียแล้ว และคงจะยังมีทองคำอีกมากที่ยังไม่พบ เพราะเมื่อมีผู้นำเครื่องมือ
อิเล็กทรอนิกส์ไปตรวจหาทองคำเครื่องมือก็แสดงให้รู้ได้อย่างแจ่มแจ้งว่าที่บริเวณหลุมนั้ยังมีทองคำอยู่ข้างใต้อีกเป็น
จำนวนมากจนมีผู้สงสัยว่าใครหนอเป็นผู้นำเอาทองคำจำนวนมหาศาลมาฝังไว้ ณ ที่นั่น จึงมีผู้อาสาไปค้นประวัติความเป็นมา
ของเกาะโอคไอร์แลนด์อย่างละเอียดจนได้เรื่องว่า ในอดีตเกาะแห่งนี้ เคยเป็นที่ซ่องสุมของโจรสลัดเป็นจำนวนมากมาก่อน
โดยเฉพาะโจรสลัดเคราดำ ที่ชื่อ กัปตันวิลเลียม คิดด์   ผู้มาขึ้นเกาะแห่งนี้เป็นประจำ หลังจากที่ได้ปล้นสะดมมาแล้ว
ความสงสัยของผู้คนเริ่มกระจ่างขึ้นอีกเมื่อมีทนายความคนหนึ่งพบแผนที่เก่าแก่จากบรรดามรดกของลูกความคนหนึ่ง
ผู้สืบเชื้อสายมาจากกัปตันคิดด์   มันเป็นแผนที่แบบลายแทงเขียนขึ้นด้วยมือทั้งแผ่น แสดงภูมิประเทศที่เหมือนเกาะโอคไอร์แลนด์ไม่มีผิดและที่สำคัญมีลายเซ็นชื่อ "วิลเลียม คิดด์"   กำกับอยู่ด้วย คงหายสงสัยกันได้เลยว่า เจ้าหลุมสมบตินั้นต้องเป็นของโจรสลัด
ที่ชื่อ วิลเลียม คิดด์ แน่ๆไม่งั้นคงไม่เขียนแผนที่ลายแทงขึ้นและเซ็นชื่อกำกับด้วยตนเองเป็นแน่ แต่หลุมที่ขุดไว้ในสมัยศตวรรษที่ 17 แห่งนั้น เครื่องมือที่ทันสมัยในการขุดหาทองคำในศตวรรษที่ 20 ก็ยังพ่ายแพ้อย่างไม่น่าเชื่อเพราะจนป่านนี้ก็ยังไม่มีใครเอาชนะน้ำทะเลที่พุ่งขึ้นมาขัดขวางการค้นหาทองคำได้แม้แต่
รายเดียว 

นี่ก็เป็นตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เป็นถึงความเชื่อในเรื่องทองคำที่ผู้คนต่างกล้าเสี่ยงแสวงหาเพื่อให้ได้พบมัน

นอกจากทองคำจะมีคุณค่ามหาศาลที่สร้างความเชื่อต่างๆ ให้เกิดขึ้นกับความรู้สึกของมนุษย์เราแล้วทองคำยังมีคุณประโยชน์
สำคัญที่ถูกค้นพบโดยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ว่า ทองคำมีลักษณะที่ไม่ผุกร่อน ไม่เป็นสนิม เพราะทองคำนั้น
ไม่มีออกซิเจนอยู่ในตัวทันตแพทย์จึงสามารถใช้ทองคำอุดฟัน หรือทำเป็นวัสดุที่ใช้ช่วยการ ปฎิบัติการต่าง ๆ ในช่องปากได้
จนบางคนเอาทองคำมาเลี่ยมหุ้มฟัน เพื่อความสวยงาม หรือแสดงถึงฐานะก็มีและปัจจุบันทองคำยังมีความสำคัญต่อกระบวนการ
อิเลกทรอนิกส์อีกโดยการใช้เป็นตัวเชื่อมโลหะ เพื่อให้กระแสไฟฟ้าเดินผ่านได้อย่างดี จากที่มีการทดลองแล้วพบว่าทองคำมี
คุณสมบึติที่ใช้เป็นสื่อกับอุปกรณ์ที่สำคัญบนยานอวกาศหลายส่วนด้วย   เช่นการเคลือบกระจกรอบหน้านักบิน เพื่อให้สะท้อน
ความร้อนจากแสงอาทิตย์ ก็ใช้ทองคำเป็นตัวเคลือบทองคำ จึงไม่ใช่สิ่งที่ให้ความเชื่อต่อมนุษย์เราเพียงอย่างเดียว
หากแต่ยังให้ประโยชน์ที่สามารถพิสูจน์ได้ แก่มวลมนุษย์อีกมากมายควบคู่ไปกับความเชื่อของมนุษย์ ที่มีต่อโลหะธาตุที่
เรียกกันว่า ทองคำ
บันทึกการเข้า
หน้า: [1] 2
 
 
กระโดดไป:  


PHYSICS DICTIONY บทความ เนื้หา สอน PHP MeeLink.com ศูนย์รวม เว็บ ที่ มี PR page rank มากที่สุดในไทย  thainaturecure
[Dictionary] [Thai Export] [Thai webdirectory] [Paypal] [MSN List] วัดความเร็วเน็ตทดสอบความเร็วอินเตอร์เน็ต [Online Payment] [คอคนรักบาส] [SiamSportTalk] [Video สถานที่ท่องเที่ยว] [Download msn 9.0] [InsiteJapan] [Siamchild]
Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.16 | SMF © 2006-2011, Simple Machines Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.096 วินาที กับ 27 คำสั่ง