รายได้เสริม อาชีพเสริม ท่องเที่ยวไทย หารายได้ รายได้พิเศษ ptc กลอนกวนๆ เว็บที่ลงโมษณา
กรกฎาคม 31, 2010, 12:58:50 am *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น

นานาสาระน่ารู้ Paypal..จ่ายเงินออนไลน์ให้ปลอดภัย(12) คอมพิวเตอร์ประหยัดตังค์(6)

กรุณา สมัครสมาชิก เพื่อปิดการแสดงโฆษณา

สมัครสมาชิก.
ข่าว: ข้อแนะนำการใช้งานเว็บบอร์ดptc.icphysicsเชิญเพื่อนๆ สมาชิกเข้ามาอ่านกันค่ะ



ปักหมุดกระทู้ในแต่ละบอร์ด | เครือข่ายคนรักสุขภาพ | ทดสอบความเร็วอินเตอร์เน็ต | จองโรงแรมที่พักในกรุงเทพฯ และที่อื่นๆ  | สร้างเงินกับ Forex และเทรดทองออนไลน์ 24 ชั่วโมง
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: 1 ... 4 5 6 7 8 [9] 10 11 12 13 14 ... 46
 
ผู้เขียน หัวข้อ: นานาสาระน่ารู้ Paypal..จ่ายเงินออนไลน์ให้ปลอดภัย(12) คอมพิวเตอร์ประหยัดตังค์(6)  (อ่าน 61238 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
kobana
Moderator
Subper Genius Membership
*****

จิตพิสัย 102
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 18402



« ตอบ #160 เมื่อ: พฤษภาคม 24, 2007, 01:50:17 am »

ตามนิทานอีสปที่เล่าสืบต่อกันมา ยกย่องให้ จิ้งหรีด  (Cricket) เป็นแมลงที่ร้องเพลงเพราะที่สุด จนทำให้เจ้าลาต้องเอาแบบอย่างกินแต่น้ำค้างเพราะอยากเสียงใสบ้าง เลยอดอาหารจนถึงแก่ความตาย แต่จริงๆ แล้วเสียงของจิ้งหรีดที่ขับขานยามค่ำคืนนั้นไม่ใช่เสียงร้อง หากเป็นเสียงเสียดสีของขาเพื่อเรียกคู่ต่างหาก

จิ้งหรีด เป็นแมลงอันดับเดียวกันกับตั๊กแตน หัวโต หนวดยาว และกระโดดเก่งเช่นเดียวกับตั๊กแตน มักออกหากินในตอนกลางคืนและซ่อนตัวนอนในตอนกลางวัน ตัวเมียจะมีอวัยวะช่วยในการวางไข่ เป็นหนามคล้ายเข็ม จิ้งหรีดที่พบทั่วไปมีอยู่ด้วยกัน 2 ชนิด คือ จิ้งหรีดทองดำ และจิ้งหรีดทองแดง ซึ่งสังเกตความแตกต่างของจิ้งหรีดทั้ง 2 ชนิดได้จากการดูสีของลำตัวที่มีความเข้มต่างกัน ปัจจุบันคนหันมาบริโภคจิ้งหรีดกันมากขึ้น ถึงขนาดว่ามีจิ้งหรีดกระป๋องส่งไปขายยังต่างประเทศเลยทีเดียว



Lisa 28.4.05
บันทึกการเข้า

kobana
Moderator
Subper Genius Membership
*****

จิตพิสัย 102
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 18402



« ตอบ #161 เมื่อ: พฤษภาคม 24, 2007, 01:57:31 am »

วาฬ (Blue Whale) หรือปลาวาฬอย่างที่เรามักเรียกกัน เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ออกลูกเป็นตัวเหมือนมนุษย์ หัวใจของมันมี 4 ห้อง และมีปอด จึงทำให้วิธีการหายใจของปลาวาฬแตกต่างจากปลาอื่นๆ เพราะเมื่อได้ออกซิเจนที่ต้องการด้วยการดูดน้ำเข้าปาก จากนั้นก็จะหุบปาก แล้วเปิดเหงือกเพื่อบังคับให้น้ำผ่านออกมา เมื่อน้ำที่มีอากาศละลายอยู่ผ่านเหงือก เส้นเลือดฝอยที่มีอยู่มากมายบริเวณเหงือกก็จะดูดออกซิเจนเอาไว้ พร้อมกับคายคาร์บอนไดออกไซด์ออกมา ขณะที่โผล่ขึ้นมาสูดลม (อีกครั้ง)

จมูกของปลาวาฬอยู่ส่วนบนของหัว โดยธรรมชาติจะอำนวยความสะดวกให้ด้วยการเปิดกล้ามเนื้อ เมื่อโผล่ขึ้นมาสูดอากาศบนผิวน้ำ แต่เมื่อกลับลงน้ำจะมีกล้ามเนื้อปิดรูจมูกเอาไว้แน่นเพื่อกันน้ำเข้า จมูกของปลาวาฬติดต่อกับปอดโดยตรง ในขณะที่ปากตัดขาดไม่มีทางติดต่อทั้งกับจมูกและปอด น้ำจึงไม่เข้าสู่ปอดในยามที่ปลาวาฬอ้าปากใต้น้ำ

ปลาวาฬจะหายใจเอาอากาศที่ใช้แล้วออกจากปอดรุนแรงกว่าที่มนุษย์ทำ ดูจากเมื่อมันขึ้นมาถึงผิวน้ำจะมีน้ำพุ่งขึ้นมาเป็นฝอยคล้ายน้ำพุ เนื่องจากในลมหายใจออกของปลาวาฬนั้นมีไอน้ำปนอยู่ด้วย เมื่อไอน้ำและอากาศออกมาจากรูจมูก อากาศนั้นอุ่น ทันทีที่กระทบกับอากาศเย็นของภายนอกเข้า ก็รวมตัวกันเป็นหยดน้ำเล็กๆ พุ่งออกมาเป็นฝอย เมื่ออากาศเสียถูกขับออกแล้ว ปลาวาฬก็จะสูดหายใจเข้าแล้วดำน้ำกลับลงไปอีกครั้ง
บันทึกการเข้า

kobana
Moderator
Subper Genius Membership
*****

จิตพิสัย 102
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 18402



« ตอบ #162 เมื่อ: พฤษภาคม 24, 2007, 02:14:29 am »

จิงโจ้บิน (Sugar Gliders) เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในตระหนูลจิงโจ้ มีขนาดเล็ก รูปร่างหน้าตาละม้ายคล้ายบ่างบวกกระรอก มีถิ่นกำเนิดในออสเตรเลีย ปาปัวนิวกินี เกาแทสเมเนีย และอินโดนีเซีย ชอบอาศัยอยู่บนต้นไม้ อายุ 1 ปี จะโตเต็มวัย มีน้ำหนักตัวประมาณ 0.9-1.5 ก.ก. ความยาววัดจากปลายจมูกถึงหาง 12 นิ้ว ขนเนียนละเอียดนิ่มมีทั้งสีเทาและสีน้ำตาล ตาโหนมีขนาดใหญ่ ข้างลำตัวมีพังผืดที่ยืดจากขาหน้าไปขาหลัง พังผืดจะกางออกเวลากระโดดข้ามต้นไม้ ช่วยพยุงตัวให้ร่อนหรือบินได้ไกลขึ้น

ตัวเมียเริ่มผสมพันธุ์ได้ตั้งแต่อายุ 8 เดือนขึ้นไป ตัวผู้ 7 เดือน - 2 ปี ตัวผู้เมื่อถึงวัยที่จะผสมพันธุ์ได้ บริเวณหัวหรือหน้าผากจะล้าน ขณะตัวเมียมีกระเป๋าหน้าท้อง จิงโจ้บินออกลูกปีละ 2 ครั้ง ครั้งละ 1-2 ตัว ระยะเวลาตั้งท้องประมาณ 1 เดือน พวกมันเป็นสัตวสังคมที่ต้องการเพื่อนเล่น ชอบกินผลไม้รสหวานอย่าง กล้วย แอปเปิ้ล มะละกอ ฯลฯ อายุขัยเฉลี่ย 10-15 ปี จิงโจ้บินเป็นสัตว์เชื่องที่นำเข้าประเทศไทยเมื่อปี 2542 ปัจจุบันเราสามารถเพาะพันธุ์ได้แล้วจึงนิยมนำมาเป็นสัตว์เลี้ยงตามบ้านอีกด้วย



Lisa 17.3.05
บันทึกการเข้า

kobana
Moderator
Subper Genius Membership
*****

จิตพิสัย 102
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 18402



« ตอบ #163 เมื่อ: พฤษภาคม 24, 2007, 02:20:10 am »

ถ้าหากเอ่ยถึงสัตว์นักล่าที่น่าสะพรึงกลัวของขั้วโลกเหนือแล้ว ก็คงไม่พ้นเจ้าหมีขั้วโลกไปได้ แต่นอกจากหมีขั้วโลกแล้วยังมีนักล่าอีกประเภทหนึ่ง แต่มีขนาดเล็กกว่าอย่างเทียบไม่ติด มันคือ สุนัขจิ้งจอกขั้วโลก  (Arctic Fox) พวกมันมีถิ่นอาศัยอยู่ในเขตทุนดรา (ทุ่งหญ้ากึ่งแล้งเขตหนาวที่มีหิมะปกคลุม) และพื้นที่บริเวณชายฝั่งมหาสมุทรอาร์กติก เชื่อกันว่า สุนัขจิ้งจอกขั้วโลกจะมีขนอยู่บริเวณอุ้งเท้าเพื่อช่วยให้เดิน และวิ่งบนพื้นน้ำแข็งได้ ในช่วงที่หิมะตกหนักหรือเกิดพายุ มันจะขุดโพรงลึกลงไปใต้หิมะ และขดตัวนอนโดยใช้หางของมันตวัดมาปิดตัวและหน้าไว้คล้ายคนห่มผ้าห่ม ขนของมันฟูนุ่ม และเป็นที่นิยมในวงการเสื้อขนสัตว์ในอดีต พวกมันจึงถูกไล่ล่าเป็นจำนวนมาก แต่ในปัจจุบันได้มีการนำจิ้งจอกมาเพาะเลี้ยงในฟาร์มแทน การทำฟาร์มสุนัขจิ้งจอกขั้วโลกได้กลายเป็นเศรษฐกิจที่สำคัญสำหรับประชาชนในเขตอาร์กติกที่ทำรายได้ปีละไม่น้อยเลยทีเดียว
บันทึกการเข้า

kobana
Moderator
Subper Genius Membership
*****

จิตพิสัย 102
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 18402



« ตอบ #164 เมื่อ: พฤษภาคม 24, 2007, 08:03:38 pm »

ถ้าคุณเคยเป็นตะคริวแบบนานๆ เป็นที คุณอาจไม่จำเป็นต้องใส่ใจกับอาการนี้เท่าใดนัก เพราะตะคริวเกิดได้กับทุกคน โดยเฉพาะตะคริวที่เกิดขึ้นกับขาหรือน่องของคุณในเวลากลางคืน ขณะที่กำลังหลับๆ อยู่ แต่ถ้าคุณมีอาการเช่นนี้บ่อยๆ ทุกคืน ทุกวัน หรือทุกครั้งที่ออกกำลังกาย เห็นทีว่าจะไม่ใช่แค่ตะคริวธรรมดาแล้ว หากให้สันนิษฐานก็อาจเป็นได้ว่า ร่างกายของคุณขาดแร่ธาตุบางชนิดอย่างเช่น แมกนีเซียม แคลเซียม โพแทสเซียม และโซเดียมหรือไม่เช่นนั้นก็อาจเป็นเพราะต่อมไทรอยด์ของคุณทำงานน้อยเกินไป หรือในอีกกรณีหนึ่งก็คือหลอดเลือดแดงขนาดเล็กตีบทำให้มีเลือดไปหล่อเลี้ยงกล้ามเนื้อไม่เพียงพอ



Lisa 9.12.04
บันทึกการเข้า

kobana
Moderator
Subper Genius Membership
*****

จิตพิสัย 102
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 18402



« ตอบ #165 เมื่อ: พฤษภาคม 24, 2007, 08:08:03 pm »

นิกเกิล เป็นแร่โลหะสำคัญชนิดหนึ่งที่ผู้คนนิยมนำไปทำเป็นเครื่องประดับ และส่วนประกอบในของใช้ต่างๆ อย่างเช่น ต่างหู สร้อย กำไล แหวน รวมไปถึง สายนาฬิกา ขาแว่นตา และเหรียญกษาปณ์ เป็นต้น แต่มีคนเป็นจำนวนมากที่เกิดอาการแพ้เป็นผื่นคัน หรือบวมแดง เวลาที่สวมใส่หรือสัมผัสจับต้องกับข้าวของที่ทำจากนิกเกิลนานๆ อย่างไรก็ดีอาการแพ้นิกเกิลสามารถจะบรรเทาลงได้ หากร่างกายได้รับแร่ธาตุสังกะสีที่พอเหมาะ เนื่องจากสังกะสีมีส่วนช่วยทำให้ระบบภูมิต้านทานของร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพขึ้น ไม่อ่อนแอ เกิดอาการแพ้อะไรต่ออะไรง่ายๆ ซึ่งสังกะสีอันนี้ไม่ได้หมายถึงรั้วสังกะสี หรือจานชามสังกะสีที่เราเห็นๆ หรือใช้กัน แต่เป็นสังกะสีที่อยู่ในอาหารต่างๆ อย่าง เนื้อสัตว์ เนย ไข่แดง และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในหอยนางรม ซึ่งจะมีสังกะสีอยู่สูงถึง 745 มิลลิกรัมต่อหอย 1 กิโลกรัม
บันทึกการเข้า

kobana
Moderator
Subper Genius Membership
*****

จิตพิสัย 102
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 18402



« ตอบ #166 เมื่อ: พฤษภาคม 24, 2007, 08:17:05 pm »

ประเทศออสเตรเลียได้สมญานามว่า "แดนจิงโจ้" เพราะมีจิงโจ้อาศัยอยู่หลายร้อยตัว จุดเด่นของจิงโจ้ก็คือกระโดดได้ไกลกว่าสัตว์อื่นๆ หลายเท่าตัว แต่คงไม่มีจิงโจ้พันธุ์ไหนที่จะตัวใหญ่และกระโดดไกลเท่า จิงโจ้เท้าใหญ่ (Great Grey Kangaroo,Macropus Giganteus) สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมที่มีถุงหน้าท้องใช้เลี้ยงลูก ไม่มีรก ตัวผู้และตัวเมียมีสีไม่ต่างกัน ลำตัวตอนบนสีน้ำตาลอมเทาไปจนถึงสีเทาอมแดง ตอนล่างลำตัวสีเทาอมขาวหรือสีขาว ขาหน้าสั้นเล็กใช้ในการต่อสู้หรือหยอกล้อกัน และใช้จับอาหารเข้าปาก ขาหลังเป็นรูปตัว Z มีกล้ามเนื้อแน่นและแข็งแรงมาก ใช้รับน้ำหนักตัวและเป็นอาวุธสำคัญในการต่อสู้ศัตรู ด้วยการใช้ขาหลังเตะอย่างหนักหน่วง และเป็นส่วนที่สำคัญมากในการกระโดด

ส่วนหางของมันก็แข็งแรงมากใช้ยันรับน้ำหนักตัวเวลาพักผ่อน กินอาหาร หรือเวลาตั้งท่าจะต่อสู้ศัตรู จะใช้หางยันพื้นไว้ปล่อยให้ 2 ขาหลังเป็นอิสระเต็มที่ เพื่อใช้เป็นอาวุธต่อสู้กัน ปกติจิงโจ้กระโดดสั้นๆ ไกลเพียง 1-2 เมตร เท่านั้น แต่เวลาหนีภัยสามารถกระโดดได้ไกลถึง 9 เมตร ซึ่งนับได้ว่าเป็นสถิติของสัตว์ที่กระโดดได้ไกลที่สุดในโลก
บันทึกการเข้า

kobana
Moderator
Subper Genius Membership
*****

จิตพิสัย 102
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 18402



« ตอบ #167 เมื่อ: พฤษภาคม 24, 2007, 08:24:11 pm »

ค้างคาว (Bat) ซึ่งเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดเดียวในโลกที่บินได้เหมือนนก และประชากรค้างคาวมีมากถึง 1 ใน 4 ของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทั้งโลก แม้ค้างคาวจะมีจำนวนมากขนาดนี้ แต่เรามักไม่ค่อยได้เห็นมัน เพราะค้างคาวออกหากินเวลากลางคืน มักซ่อนตัวอยู่ตามต้นไม้ หรือในถ้ำเวลากลางวัน ค้างคาวบางชนิดกินผลไม้ บางชนิดกินน้ำหวาน บางชนิดกินปลา หรือบางชนิดกินเลือด แต่ค้างคาวส่วนใหญ่กินแมลงเป็นอาหารโดยใช้ประสาทรับเสียงในการหาตัวแมลง ค้างคาวเปล่งเสียงความถี่สูง 200 ครั้งต่อวินาที เสียงของเจ้าค้างคาวเป็นคลื่นเสียงที่มีความถี่สูงเกินกว่าที่มนุษย์เราจะได้ยิน คลื่นเสียงความถี่สูงนี้จะไปกระทบตัวแมลงแล้วสะท้อนกลับมาทำให้ค้างคาวรู้ว่าแมลงอยู่ที่ไหน และเป็นแมลงชนิดใด จากนั้นก็จะตามไล่ล่าและจับกิน กระบวนการหาอาหารที่ไม่เหมือนใครนี้อาจเกิดขึ้นในเวลาไม่ถึง 1/2 วินาที
บันทึกการเข้า

kobana
Moderator
Subper Genius Membership
*****

จิตพิสัย 102
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 18402



« ตอบ #168 เมื่อ: พฤษภาคม 24, 2007, 09:21:01 pm »

่ข่าวที่ชวนใจหายข่าวนี้ เป็นข่าวของเจ้าเต่ายักษ์ กาลาปากอส (Galapagos Tortoise) ที่ชื่อว่า "จอร์จ" ซึ่งจัดเป็นเต่าพันธุ์หายากและจะพบพวกมันได้ก็แต่บนเกาะกาลาปากอส ประเทศเอกวาดอร์เท่านั้น แต่เมื่อไม่นานมานี้เต่าพันธุ์นี้ได้ลดจำนวนลงเรื่อยๆ เนื่องจากไม่สามารถต่อสู้กับภัยต่างที่อยู่บนเกาะได้ และที่น่าเศร้าก็คือว่า ขณะนี้เราเหลือเต่าชนิดนี้อยู่เพียงตัวเดียวเท่านั้น ก็คือเจ้าเต่าที่ชื่อว่า "จอร์จ" นี่ล่ะ

จอร์จเป็นเต่ากาลาปากอสตัวเดียวและตัวสุดท้ายที่เหลืออยู่ และปัญหาคือ มันไม่สามารถจะผสมพันธุ์กับเต่าตัวเมียที่มีสายพันธุ์ใกล้เคียงกันได้เลย ดังนั้น จึงคาดว่าสายพันธุ์ของเต่ายักษ์กาลาปากอสก็คงจะสิ้นสุดอยู่ที่เจ้าจอร์จนี่แหละ แต่เดี๋ยวก่อน ... ยังไงซะเราก็ต้องมีความหวังจริงมั้ย ตอนนี้ก็คงได้แต่หวังว่าจะมีนักวิทยาศาสตร์เก่งๆ ที่สามารถคิดค้นวิธีการดำรงรักษาเผ่าพันธุ์ของจอร์จออกมาได้ ไม่อย่างนั้นเราคงจะต้องสูญเสียเต่าพันธุ์นี้ไปจริงๆ แน่



Lisa 17.2.05
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 24, 2007, 09:57:16 pm โดย kobana » บันทึกการเข้า

kobana
Moderator
Subper Genius Membership
*****

จิตพิสัย 102
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 18402



« ตอบ #169 เมื่อ: พฤษภาคม 24, 2007, 09:28:34 pm »

ปัจจุบัน มีเหลืออยู่เพียง 2 สายพันธุ์เท่านั้นคือ ช้างแอฟริกัน (Loxodonta Africana) กับ ช้างเอเชีย (Elephasmaximus)

ช้างแอฟริกันสูงยาวเข่าดี ขนาด 10 ฟุต หัวแหลมเล็กมีลอนเดียว ใบหูใหญ่ ขอบหูสูงกว่าระดับหัว หลังแอ่น มีงาทั้งตัวผู้ตัวเมีย อาศัยอยู่ในทุ่งกว้างอากาศร้อน ช้างเอเชียสูงย่อมลงมาประมาณ 9 ฟุต หัวกว้างแยกเป็น 2 ลอน ใบหูเล็กกว่าช้างแอฟริกันและไม่สูงกว่าระดับหัว หลังโค้ง จะมีงาเฉพาะพ่อพลายคือ ช้างตัวผู้ ส่วนน้องพังหรือตัวเมีย และช้างสีดอไม่มีงายื่นออกมา มีแต่งาสั้นเรียกว่า ขนาย ชอบอากาศเย็น โดยมีถิ่นกำเนิดบริเวณคาบสมุทรอินโดจีนตามลุ่มน้ำสายใหญ่

ช้างเอเชียแบ่งออกเป็น 3 ชนิดย่อย คือ ช้างย่อยศรีลังกา ช้างย่อยอินเดีย และช้างย่อยสุมาตรา สำหรับช้างไทยจัดอยู่ในกลุ่มช้างย่อยอินเดีย ซึ่งเมื่อนำมาฝึกเพื่อใช้งานได้แล้วจะสุภาพ รักเจ้าของ เว้นแต่เวลาที่ตกมันจะดุร้าย โดยปกติช้างเป็นสัตว์ที่ตื่นกลัวสิ่งของ หรือสัตว์ที่ไม่เคยพบเห็น มีความรู้สึกทางกลิ่นที่ดีมาก และมักจะจำกลิ่นที่เคยชินได้ดี ดังนั้น เมื่อช้างได้กลิ่นของคนหรือสัตว์ที่แตกต่างก็จะแสดงอาการตื่นตกใจออกมา โดยการวิ่งหนีตามกันเป็นฝูงจนเป็นที่มาของคำว่า "วิ่งป่าราบ" นั่นเอง
บันทึกการเข้า

kobana
Moderator
Subper Genius Membership
*****

จิตพิสัย 102
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 18402



« ตอบ #170 เมื่อ: พฤษภาคม 24, 2007, 09:38:13 pm »

สิงคโปร์ เกาะเล็กๆ แต่ผู้คนร่ำรวยและนิยมการเลี้ยงปลา ชาวสิงคโปร์ นิยมปลาสวยงามมาตั้งแต่ 10 กว่าปีก่อน และหากปลาชนะการประกวด ราคาจะสูงถึง 40,000 ดอลลาร์ แต่ด้วยข้อจำกัดเรื่องพื้นที่ จะเลี้ยงปลาในอ่างเล็กๆ รึก็สงสาร ชาวสิงคโปร์ จึงหาสถานที่เลี้ยงปลาที่มีเนื้อที่ให้ปลามีความสุขขึ้นกว่าเดิมก็คือ "โรงแรมปลา" ที่ที่เจ้าของสามารถเช่าบ่อส่วนตัวให้กับปลาที่รักในราคาเริ่มต้นที่ 350 ดอลลาร์สิงคโปร์ (ประมาณ 9,100 บาท) ต่อเดือนขึ้นไป

โรงแรมปลาของนายเปย์ บอก ซิง หรือ Nippon Koi Farm มีมูลค่าหลายล้านดอลลาร์ โดยในฟาร์มมีที่บรรจุน้ำกว่า 80,000 ตัน มีระบบเปลี่ยนถ่ายน้ำและออกซิเจนที่ทันสมัย ระบบการทำความสะอาดทุกวัน มีนักชีววิทยาทางทะเลคอยตรวจสุขภาพปลา และยังมีระบบ รปภ. เข้มแบบสุดๆ ทั้งสุนัขทั้งยาม วิ่งตรวจตรากันทั้งวันทั้งคืน ที่นี่มีบริการหลายระดับ ตั้งแต่ Economy คิดราคา 30 ดอลลาร์/เดือน ที่ระดับนี้ปลาจะต้องแชร์บ่ออยู่ร่วมกับปลาของลูกค้าคนอื่น ส่วนระดับ Deluxe ค่าบริการ 1,000 ดอลลาร์/เดือน ปลาจะได้รับอาหารเสริมแบบพิเศษ รวมทั้งการดูแลสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ ปัจจุบันสิงคโปร์มีโรงแรมปลาอยู่ 3 แห่ง คาดกันว่าอีกไม่นานก็จะมีธุรกิจแบบนี้เปิดตัวอีกเพียบ


อื้อหือ  ว่ามีโรงแรมน้องหมา ก็ว่าทึ่งแล้ว อันนี้ยังมีโรงแรม สำหรับเจ้าปลา ด้วย.....
บันทึกการเข้า

kobana
Moderator
Subper Genius Membership
*****

จิตพิสัย 102
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 18402



« ตอบ #171 เมื่อ: พฤษภาคม 24, 2007, 09:56:29 pm »

เสียงคำรามของเสือดังก้องกังวาน สร้างความหวาดกลัวน่าขนลุก ผู้เคยเข้าป่ามักเล่ากันว่า  เมื่อได้ยินเสียงเสือคำราม จะรู้สึกหนาวยะเยือกจับขั้วหัวใจและเย็นเยียบถึงไขสันหลังเลยทีเดียว เชื่อว่าเสียงเสือคำรามจะสะกดสัตว์ป่าอื่นๆ ให้หยุดนิ่ง แม้แต่นกและแมลงก็หยุดส่งเสียง เสียงคำรามของเสือสามารถดังไปไกล 2-3 ก.ม. และเป็นเสียงที่มีลักษณะเฉพาะตัวซึ่งสัตว์อื่นทำไม่ได้ แต่ใช่ว่าเสือทุกชนิดจะคำรามได้ มีเสือขนาดใหญ่เพียง 4 ชนิดเท่านั้นที่คำรามได้คือ สิงโต เสือโคร่ง เสือจากัวร์ และเสือดาว ทั้งนี้เพราะมีโครงสร้างกระดูกบริเวณกล่องเสียง ซึ่งเรียกว่า กลุ่มกระดูกลิ้น (Hyoid) แตกต่างจากเสือชนิดอื่น เสือทั้ง 4 ชนิดนี้อยู่ในสกุลแพนเทอรา (Panthera) มีเสือดาวหิมะเป็นเสือเพียงชนิดเดียวในสกุลแพนเทอราที่คำรามไม่ได้ เสือขนาดกลางและเสือขนาดเล็ก รวมทั้งแมวบ้านนั้นก็คำรามไม่ได้เช่นกัน



Lisa 27.1.05
บันทึกการเข้า

kobana
Moderator
Subper Genius Membership
*****

จิตพิสัย 102
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 18402



« ตอบ #172 เมื่อ: พฤษภาคม 24, 2007, 10:03:24 pm »

นกแก๊ก  (Oriental Pied Hornbill) เป็นนกประจำถิ่นที่พบได้บ่อยทั่วประเทศ ตามป่าดงดิบ ป่าเบญจพรรณและป่าฟื้นสภาพ มักพบบินโบกปีกสลับกับร่อนไปตามต้นไม้เป็นฝูงเล็กๆ และร้องเสียงดังอยู่เสมอ เสียงร้องจะดัง แกง...แกง...แกง ฟังดูแล้วน่าขัน ใครได้ฟังก็อดที่จะขำไม่ได้จึงทำให้เป็นที่มาของชื่อ "นกแก๊ก" ที่ชาวบ้านตั้งให้นั่นเอง

นกแก๊ก มักอยู่เป็นคู่หรือเป็นฝูงเล็กๆ แต่นอกฤดูผสมพันธุ์อาจพบรวมกันเป็นฝูงใหญ่ จัดเป็นนกในวงศ์นกเงือก มีขนาดยาวประมาณ 100 ซ.ม. ปีกกว้างใหญ่ ปากหนา ด้านบนของปากมีโหนกแข็งสีขาวคล้ายสีงาช้าง ขนปกคลุมลำตัวสีดำ ท้องขาว มีแต้มขาวที่หน้า มีหางดำและปลายหางขาว กินแมลงและสัตว์เล็กๆ เป็นอาหาร มักทำรังอยู่ตามโพรงไม้ ซึ่งตัวเมียจะวางครั้งละ 2-4 ฟองแล้วตัวผู้กับตัวเมียจะใช้โคลนหรือมูลของตัวเองปิดปากโพรงเอาไว้ เหลือเพียงช่องสำหรับให้พ่อนกคอยนำอาหารมาป้อนแม่และลูกนก เมื่อลูกนกโตเต็มที่แล้วจึงเจาะโพรงออกมาพร้อมกับแม่นก
บันทึกการเข้า

kobana
Moderator
Subper Genius Membership
*****

จิตพิสัย 102
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 18402



« ตอบ #173 เมื่อ: พฤษภาคม 25, 2007, 10:34:44 pm »

ค้างคาว เป็นสัตว์ที่คนมักไม่อยากเข้าใกล้เพราะถูกใช้เป็นตัวแทนของภูตผีปิศาจ แต่แท้ที่จริงแล้ว ค้างคาวเป็นเพียงสัตว์ตัวเล็กๆ ที่น่ารัก และรักสงบ อีกทั้งยังมีความสามารถที่มนุษย์คาดไม่ถึงด้วย โดยค้างคาวจะมีเยื่อบางๆ เชื่อมกันระหว่างขาหลังทั้ง 2      ตามีขนาดเล็กมาก ส่วนจมูกและปากจะแตกต่างกันไป ซึ่งมีความสำคัญมากเพราะเป็นส่วนช่วยบังคับเสียงสัญญาณ (โซนาร์) ให้มีกำลังและความถี่ที่พอเหมาะสำหรับใช้นำทางและหาอาหาร อีกทั้งยังบินได้เร็วมากกว่า 60 ไมล์ต่อช.ม. และสามารถได้ยินเสียงฝีเท้าของแมลงปีกแข็งที่ไต่อยู่บนทรายในระยะไกลมากกว่า 6 ฟุต

ค้างคาวเพียงตัวเดียวสามารถจับยุง 600 ตัวได้ ภายในเวลาเพียงแค่ 1 ช.ม.เท่านั้นเอง หรือค้างคาว 20 ล้านตัว สามารถกินแมลงกลางคืนได้ถึง 250 ล้านตัน ภายในคืนเดียว นอกจากช่วยกำจัดแมลงศัตรูพืชแล้ว ค้างคาวยังมีประโยชน์ในการผสมเกสรดอกไม้และชาวบ้านบริเวณถ้ำค้างคาวเขาช่องพราน จ.ราชบุรี ยังมีรายได้จากการขายมูลค้างคาวที่มีอยู่นับล้านตัวภายในถ้ำแห่งนี้ด้วย



Lisa 12.5.05
บันทึกการเข้า

kobana
Moderator
Subper Genius Membership
*****

จิตพิสัย 102
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 18402



« ตอบ #174 เมื่อ: พฤษภาคม 25, 2007, 10:46:09 pm »

ปลาดาว (Starfish) แท้จริงแล้วปลาดาวนั้นไม่ใช่ปลาแต่เป็นสัตว์เซลล์เดียวที่ขยายพันธุ์โดยการแบ่งตัว แต่เพราะว่าพวกมันอาศัยอยู่ในทะเล ผู้คนจึงเรียกพวกมันเป็นปลา นั่นเอง ปลาดาวนั้นพบได้ยาก เพราะมันจะอาศัยอยู่ตามใต้ก้อนหิน แม้จะสังเกตตามพื้นทรายก็จะไม่พบตัว มันชอบซุกไซ้ไปตามซอกหลืบก้อนหินเพื่อหาอาหารจำพวกซากพืช ซากสัตว์ และหอย ดูเผินๆ ปลาดาว จะมีรูปร่างเหมือนดาว และดูไม่น่าจะเป็นสัตว์ที่เคลื่อนไหวได้สะดวก แต่ความจริงก็คือ แฉกขาทั้ง 5 แฉกของปลาดาว เป็นเหมือนขาที่พาให้ไปไหนต่อไหน อีกทั้งยังเป็นตัวยึดเกาะตามที่ต่างๆ อีกด้วย ปลาดาว มีอยู่ประมาณ 6,000 ชนิด และมีช่วงอายุประมาณ 3-5 ปี แต่ถ้าคิดจะซื้อมาเลี้ยงในตู้ล่ะก็ ขอบอกไว้เลยว่าหากเป็นพันธุ์ที่มีความสวยงามมาก ก็จะมีสนนราคาสูงถึงตัวละ 800-1,000 บาท แล้วอย่าคิดว่าแค่มีเงินแล้วจะหาซื้อได้นะ เพราะต้องสั่งจอง ต้องรอกันนานโขกว่าจะได้มาเลี้ยงสมใจ



Lisa 21.4.05
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 25, 2007, 11:09:09 pm โดย kobana » บันทึกการเข้า

kobana
Moderator
Subper Genius Membership
*****

จิตพิสัย 102
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 18402



« ตอบ #175 เมื่อ: พฤษภาคม 25, 2007, 11:22:39 pm »

นักวิจัยแห่งมหาวิทยาลัยคอร์เนลล์ ในนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่า คนที่ทานแอปเปิ้ลสดเป็นประจำจะมีความเสี่ยงเป็นโรคอัลไซเมอร์หรือโรคที่เกี่ยวกับสมองลดลง เนื่องจากในผลแอปเปิ้ลมีสารแอนตี้ออกซิแดนต์ที่เรียกว่า "Quarcetin" สูงมาก

นักวิจัยกล่าวว่า สาร Quarcetin ที่อยู่ในแอปเปิ้ลช่วยต้านหรือบรรเทาอัลไซเมอร์ให้ลดลงได้ ดังนั้น จึงควรทานแอปเปิ้ลบ่อยๆ ส่วนคนที่ชอบทานแต่น้ำแอปเปิ้ลอย่างเดียวก็ควรหันมาทานเนื้อด้วย เพราะเนื้อของแอปเปิ้ลมีสาร Quarcetin อยู่เยอะที่สุด โดยปกติแอปเปิ้ลสีแดงจะมีสารแอนตี้ออกซิแดนต์มากกว่าแอปเปิ้ลสีเหลืองและเขียว และนอกจากแอปเปิ้ลแล้ว หัวหอม บลูเบอร์รี่ก็ยังมีสาร Quarcetin สูงเช่นเดียวกัน



Lisa 30.12.04
บันทึกการเข้า

kobana
Moderator
Subper Genius Membership
*****

จิตพิสัย 102
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 18402



« ตอบ #176 เมื่อ: พฤษภาคม 25, 2007, 11:30:09 pm »

หากคุณเลี้ยงทั้งสุนัขและแมวไว้ในบ้าน เคยเกิดปัญหาว่า อาหารแมวหมดกะทันหันและวิธีแก้ไขในขณะนั้นก็คือ การนำอาหารสุนัขให้แมวกินไปก่อน แต่ถ้าบ่อยครั้งเข้าคุณรู้หรือไม่ว่า นี่คือการวางยาพิษแมวของคุณทางอ้อม เพราะแมวต้องการสารอาหารหลายอย่างที่มีเฉพาะในอาหารของแมว

จำไว้ว่า แมวนั้นไม่ใช่สุนัขตัวเล็กๆ ที่จะกินอาหารสุนัขในปริมาณน้อยๆ ได้ ข้อแตกต่างอย่างแรกระหว่างแมวกับสุนัข คือแมวเป็นสัตว์ที่กินเนื้อเป็นอาหาร มีความต้องการอาหารที่มีส่วนประกอบของเนื้อเป็นสำคัญ ส่วนสุนัขเป็นสัตว์ที่กินได้ทุกอย่างที่เป็นอาหาร มีความสามารถที่จะดำรงชีวิตอยู่ได้ไม่ว่าจะกินอาหารประเภทเนื้อหรือพืชผักต่างๆ และสารอาหารที่จำเป็นสำหรับแมวหาได้ในเนื้อสัตว์เท่านั้น ส่วนอาหารสุนัขมีส่วนประกอบที่เป็นเมล็ดข้าวเป็นส่วนใหญ่ และจะขาดแคลนสารอาหารบางอย่างที่จำเป็นกับแมว เราจึงมักพบแมวที่มีปัญหาเกี่ยวกับหัวใจ ตาฝ้าฟาง ระบบหายใจ และตา เนื่องจากถูกเลี้ยงมาด้วยอาหารสุนัขเป็นประจำ ดังนั้น หากคุณรักแมวก็เลิกให้เขากินอาหารสุนัขดีกว่า
บันทึกการเข้า

kobana
Moderator
Subper Genius Membership
*****

จิตพิสัย 102
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 18402



« ตอบ #177 เมื่อ: พฤษภาคม 25, 2007, 11:41:56 pm »

คุณเคยสงสัยไหมว่า ปลาหางนกยูง มีต้นกำเนิดมาอย่างไร และใครคือผู้ค้นพบคนแรก ซึ่งประวัติของปลาชนิดนี้ถูกค้นพบในวันที่ 14 พ.ค. ค.ศ. 1856 โดย จูเลียส โกลเมอร์ เภสัชกรชาวเยอรมันซึ่งอาศัยอยู่ในคาร์ราคัส ประเทศเวเนซูเอลา จับปลาขนาดเล็กสีสวยได้จำนวนหนึ่ง ด้วยความสนใจในธรรมชาติ เขาได้ส่งปลาและพืชที่พบในคาร์ราคัสไปให้พิพิธภัณฑ์ทางสัตววิทยาที่กรุงเบอร์ลิน จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1859 ปีเตอร์ ซึ่งดำรงตำแหน่งหัวหน้าพิพิธภัณฑ์ในกรุงเบอร์ลิน ได้จำแนกชนิดของปลาที่ถูกส่งมาและตีพิมพ์ในวารสารทางวิทยาศาสตร์ โดยตั้งชื่อวิทยาศาสตร์ให้แก่ปลาเหล่านั้นว่า Poecilla Reticulata และเริ่มเป็นปลาที่คนนิยมเลี้ยงกัน

ต่อมาในปี ค.ศ.1908 เป็นปีแรกที่มีการนำเข้าปลาหางนกยูงในเยอรมนี และได้ยอมรับว่า ปลาหางนกยูง ทั้งที่เยอรมันและอังกฤษเป็นปลาชนิดเดียวกัน จึงตั้งชื่อวิทยาศาสตร์ให้ใหม่ว่า Labistes Reticulatus เพื่อเป็นเกียรติแก่ปีเตอร์ผู้ที่ตั้งชื่อไว้คนแรก จนถึงปีค.ศ.1963 โรเซนและเบลลี่ย์ ได้เปลี่ยนชื่อเป็น Poecilla Reticulata ซึ่งก็ยังคงชื่อที่เป็นเกียรติแก่ปีเตอร์ไว้ และชื่อนี้ยังคงใช้อยู่ถึงปัจจุบัน
บันทึกการเข้า

kobana
Moderator
Subper Genius Membership
*****

จิตพิสัย 102
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 18402



« ตอบ #178 เมื่อ: พฤษภาคม 25, 2007, 11:52:04 pm »

กบกระดิ่งสีทอง (Golden Bell Frogs) โดยสาเหตุที่พวกมันได้ชื่อว่าเป็นสัญลักษณ์ของกีฬาโอลิมปิก นั้นก็เพราะว่าพวกมันอาศัยอยู่ในบ่อของโอลิมปิกพาร์ก ซึ่งอยู่ใกล้กับสถานที่แข่งขันกีฬาโอลิมปิก ในประเทศออสเตรเลีย ที่จัดขึ้นเมื่อปี 2000 หรือซิดนีย์เกมส์ที่ผ่านมา ใครต่อใครที่เดินทางมาชมกีฬาก็จะต้องพบกับเจ้ากบนี้ก่อน กบกระดิ่งสีทอง เคยมีอยู่มากมายในซิดนีย์ แต่ปัจจุบันเริ่มหาดูได้ยากแล้ว ชาวออสเตรเลียจึงต้องดูแลรักษาพันธุ์กบเหล่านี้เป็นพิเศษโดยให้อยู่กินอย่างดีในโอลิมปิกพาร์ก และฝังท่อไว้ที่ใต้ดินของโอลิมปิกพาร์กเพื่อให้กบเดินทางไปมาหากันได้โดยไม่ต้องข้ามถนนซึ่งเสี่ยงต่อการโดนรถทับจนแบนเป็นกล้วยปิ้ง หากเทียบขนาดกับกบทั่วไปแล้วพวกมันจัดเป็นกบที่มีขนาดใหญ่และอายุยืนมากๆ ถึง 15 ปีเชียวล่ะ
บันทึกการเข้า

kobana
Moderator
Subper Genius Membership
*****

จิตพิสัย 102
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 18402



« ตอบ #179 เมื่อ: พฤษภาคม 26, 2007, 12:20:51 am »

นกเป็ดผี (Little Grebe,Tachybaptus Ruficollis) มีรูปร่างคล้ายนกเป็ดน้ำขนาดเล็ก แต่มีปากแหลม หางสั้น ตัวผู้และตัวเมียคล้ายคลึงกัน เท้ามีพังผืดแผ่ออกรอบนิ้ว ตรงมุมปากสีเหลือง ปากสีดำ ขาสีดำ หัวสีน้ำตาลแดง ใต้ท้องมีสีหม่น บนปีกมีสีเหลืองจางๆ ชอบอาศัยอยู่ตามหนอง บึง ทะเลสาบ หรือท้องทุ่งนา มักพบอยู่ตัวเดียวหรือเป็นคู่ บางครั้งอาจอยู่รวมกันเป็นฝูง สามารถว่ายน้ำและดำน้ำได้เก่งมาก จนเป็นที่มาของชื่อ นกเป็ดผี เพราะมันสามารถดำหายไปโผล่อีกที่หนึ่งในระยะไกลๆ ได้เป็นระยะทาง 3-4 ก.ม. ถ้าคิดเป็นเวลาแล้วก็ประมาณ 1/2 ช.ม. - 1 ช.ม. พวกนักล่าสัตว์จึงคิดว่าเป็นนกผีที่ดำหายไปในน้ำแล้วไม่โผล่ขึ้นมาอีกเลย

สาเหตุที่พวกมันชอบดำน้ำเนื่องจากมีปีกที่ไม่ค่อยแข็งแรง บินได้ในระยะทางสั้นๆ เท่านั้น ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในทวีปแอฟริกา ยุโรป และทวีปเอเชียแถบประเทศอินเดีย จีน ไต้หวัน ฟิลิปปินส์ สำหรับประเทศไทยพบอยู่ประปรายทั่วทุกภาค มักทำรังตามกอพืชที่ลอยน้ำ โดยนำใบหญ้ามาสุมกันเป็นแอ่งตรงกลางเพื่อวางไข่ครั้ง 4-5 ฟอง

ปัจจุบันจัดเป็นสัตว์หายากและใกล้สูญพันธุ์ชนิดหนึ่ง
บันทึกการเข้า

หน้า: 1 ... 4 5 6 7 8 [9] 10 11 12 13 14 ... 46
 
 
กระโดดไป:  


PHYSICS DICTIONY บทความ เนื้หา สอน PHP MeeLink.com ศูนย์รวม เว็บ ที่ มี PR page rank มากที่สุดในไทย  thainaturecure  insitejapan.com japan company
[Dictionary] [Thai Export] [Thai webdirectory] [Paypal] [MSN List] วัดความเร็วเน็ตทดสอบความเร็วอินเตอร์เน็ต [Online Payment] [คอคนรักบาส] [SiamSportTalk] [Video สถานที่ท่องเที่ยว] [Download msn 9.0] [InsiteJapan]
Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.11 | SMF © 2006, Simple Machines LLC Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.184 วินาที กับ 27 คำสั่ง